เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม มีการพิจารณากระทู้ถามสด นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ถามนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เรื่อง การแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาปากท้องประชาชน ว่า ต้นตอที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนมากสุด คือ ราคาน้ำมันที่รัฐบาลพลาดพลั้งการแก้ปัญหาพลังงาน ปล่อยให้เกิดการกักตุนน้ำมัน การให้โรงกลั่นกำหนดราคาขายสูงเกินไป ประชาชนแบกรับภาระอย่างหนัก วันนี้ราคาน้ำมันเริ่มปรับลดลง แต่ยังไม่เห็นการปรับลดราคาสินค้าทั่วไป 

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนการเตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เป็นห่วงว่าในอนาคตจะรักษาวินัยการคลังได้หรือไม่ ทราบว่า ฐานะการคลังประเทศ ปัจจุบันค่อนข้างดี แม้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็จริง แต่เมื่อเทียบกับต่างประเทศถือว่าอยู่ในระดับดี เพราะมี พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ ที่จำกัดการขาดดุลของทุกรัฐบาล จึงอยากถามว่า สถานการณ์ปัจจุบันเข้าเกณฑ์การใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ที่ให้อำนาจ ครม. ออก พ.ร.ก.กู้เงิน หรือไม่

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ชี้แจงว่า เราต้องดูแลประชาชนไม่ให้ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน จึงใช้กองทุนน้ำมันมาช่วยชะลอไม่ให้กระทบประชาชน แต่ท้ายที่สุดกองทุนน้ำมันก็เป็นภาระของทุกคนเช่นเดียวกับภาษีสรรพสามิตที่กระทบทุกคน สิ่งที่เราดูแลคือ ใช้เครื่องมือให้ตรงจุด ใช้กองทุนน้ำมันดูแลรักษาเสถียรภาพราคา ภาษีสรรพสามิตหารายได้มาดูแลประชาชน ถ้าไม่สามารถรักษาความสมดุล อาจมีประชาชนอีกหลายกลุ่มได้รับผลกระทบจากการใช้เครื่องมือที่ผิด สิ่งที่น่ากลัวสุด ถ้าไม่สามารถบริหารจัดการวิกฤติครั้งนี้ นอกจากประชาชนจะเดือดร้อนแล้ว อาจนำมาสู่วิกฤตอื่นๆ เช่น วิกฤตการคลัง ทำให้ประชาชนเดือดร้อนยิ่งกว่า

“ส่วนการใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 เป็นการเตรียมกระสุนไว้ เพื่อหาเม็ดเงินมาดูแลประชาชน หากงบประมาณที่รัฐบาลจะเรียกคืนยังไม่เพียงพอ เป็นการยกระดับให้ประเทศไทยให้มีขีดความสามารถแข่งขันที่ดีขึ้น วันนี้เราต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่างให้มีค่า ถ้ามีความจำเป็นก็อาจต้องใช้มาตรา 172” นายเอกนิติ กล่าว