เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน การให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่าง พ.ร.บ. ที่รัฐสภามิได้ให้ความเห็นชอบ และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามมาตรา 147 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ

น.ส.สุภานันท์ ปัญญาทิพย์ สส.เชียงใหม่ พรรคกล้าธรรม กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ลำไย เกิดขึ้นจากปัญหาสะสมของเกษตรกรผู้ปลูกลำไยในภาคเหนือและทั่วประเทศ ที่ต้องเผชิญกับปัญหาราคาตกต่ำ ผลผลิตล้นตลาด และขาดระบบบริหารจัดการที่ชัดเจนมาอย่างยาวนาน เป้าหมายสำคัญของ พ.ร.บ.ลำไย คือการสร้างเสถียรภาพด้านราคา คุ้มครองรายได้ของเกษตรกร วางแผนผลผลิตทั้งระบบ รวมถึงส่งเสริมการแปรรูปและการส่งออก เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเกษตรกรกับผู้ค้ารายใหญ่ และทำให้การช่วยเหลือจากภาครัฐมีความต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม

“เกษตรกรลำไยทั่วประเทศต้องผิดหวัง เมื่อ ครม. มีมติไม่ส่งร่าง พ.ร.บ.ลำไย กลับเข้าสู่การพิจารณาของสภา พ.ร.บ.ลำไย สูญเปล่า กว่า 5 ปีแห่งการผลักดัน และการต่อสู้ของเกษตรกรต้องกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ การปัดตกกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่เพียงแค่กระดาษแผ่นหนึ่งที่หายไป แต่เป็นความหวังของเกษตรกรกว่า 250,000 ครอบครัว บนพื้นที่เพาะปลูกกว่า 170,000 ไร่ ใน 33 จังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะ 17 จังหวัดภาคเหนือ ที่กำลังถูกปล่อยให้เผชิญปัญหาเพียงลำพัง” น.ส.สุภานันท์ กล่าว

น.ส.สุภานันท์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันเกษตรกรลำไยต้องเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาปุ๋ยที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง ขณะที่ราคาผลผลิตกลับตกต่ำ และเมื่อไม่มี พ.ร.บ.ลำไย มารองรับ เกษตรกรก็ต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งหมดด้วยตัวเอง ไม่มีมาตรการหรือกลไกจากรัฐเข้ามาช่วยแทรกแซงเพื่อบรรเทาปัญหา 

การมี พ.ร.บ.ลำไย ไม่ใช่แค่เรื่องของผลไม้ชนิดหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประชาชน ตนอยากถามว่ามีเหตุผลหรือบรรทัดฐานใดในการปัดตกกฎหมายฉบับนี้ และ พ.ร.บ.ลำไย ไม่มีความสำคัญต่อรัฐบาลเลยใช่หรือไม่ หากวันนี้ยังไม่เริ่มวางระบบบริหารจัดการที่ชัดเจน ปัญหาราคาลำไยตกต่ำ หนี้สิน และความยากจนของเกษตรกรก็จะเกิดขึ้นซ้ำทุกปี