ถือเป็นภาพประวัติศาสตร์อีกครั้ง หลัง “นายทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ก้าวเท้าออกมาจากเรือนจำกลางคลองเปรม กลับมาได้อิสรภาพ หลังพ้นโทษจากการถูกจองจำ แม้จะอยู่ในช่วงการพักโทษ และยังต้องใส่กำไลอีเอ็ม จนกว่าจะพ้นโทษในวันที่ 9 ก.ย. 69 นั้น ต้องยอมรับอดีตนายกฯ มีส่วนสำคัญในการสร้างประวัติศาสตร์ทางการเมือง ทั้งประสบชัยชนะในการเลือกตั้ง ถูกปฏิวัติรัฐประหาร ถูกดำเนินคดี จนนำมาสู่การถูกจองจำ และได้รับการปล่อยตัว แต่ก็ยังต้องเผชิญกับการถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 ในชั้นศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จ่ายภาษีจำนวน 1.76 หมื่นล้านบาท ตามขั้นตอนที่กรมสรรพากร เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง จากกรณีขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ป รวมทั้งคดีที่ยังค้างคาอยู่ของ “น.ส.แพทองธาร ชินวัตร” บุตรสาว และสถานภาพของ “น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ซึ่งมีสถานะเป็นน้องสาวนายทักษิณ ก็ยังอยู่ในสถานะเป็นนักโทษหนีคดี

ที่น่าสนใจทันทีที่นายทักษิณปรากฏตัว เดินออกมาจากเรือนจำฯ นอกจากจะมีมวลชนคนเสื้อแดงมาคอยรอต้อนรับ ยังตะโกนเรียกชื่อนายทักษิณ เรารักทักษิณเสียงดังไปทั่วเรือนจำฯ บางคนถึงกับร่ำไห้ เมื่อเห็นนายทักษิณออกมาจากเรือนจำฯ

นอกจากนี้จากการสอบถามกลุ่มมวลชน ที่เดินทางมาจากแดนไกล “น.ส.ปาริชาติ ไชยหาญ” อายุ 68 ปี และ “นายวีรวิทย์ ธารสว่างดำรง” อายุ 77 ปี ประชาชนจาก จ.น่าน ร่วมกันเปิดเผยด้วยความรู้สึกตื้นตันใจว่า ถือเป็นวันที่มีความสุขที่สุดวันหนึ่งในชีวิต เนื่องจากมีความศรัทธาและมองว่านายทักษิณ เป็นผู้ที่สร้างคุณูปการอย่างมหาศาลให้กับประเทศชาติและประชาชนมาโดยตลอด แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้เห็นนายทักษิณเดินทางผ่านไป แต่ก็รู้สึกคุ้มค่ากับการเดินทางไกลนับพันกิโลเมตร ขณะที่นายวีรวิทย์ระบุว่าถึงกับน้ำตาซึมด้วยความดีใจเมื่อได้เห็นภาพอดีตนายกฯ อยากให้นายทักษิณนำประสบการณ์ ความรู้ความสามารถที่มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม กลับมาช่วยเหลือประเทศชาติและประชาชนอีกครั้ง

ส่วน “นางเกื้อกูล จารุโชติวงศ์” แม่ค้าขายแกงและขนม ตลาดสันตับเต่า อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน ให้สัมภาษณ์ว่า ผลงานนายทักษิณยังประทับใจหลายๆ เรื่อง ทั้งเรื่องเงินผู้สูงอายุ, 30 บาทรักษาทุกโรค และที่ประทับใจมากที่สุดคือเรื่องการปราบปรามยาเสพติด สามารถปราบได้จริง อยากให้กลับมาทำงานทางการเมืองต่อไป

ขณะที่คำพูดแรกของอดีตนายกฯ หลังจากได้รับอิสรภาพ แบบไม่เต็มร้อย กล่าวกับสื่อมวลชนว่า “จำอะไรไม่ได้แล้วเนี่ย เป็นอัลไซเมอร์แล้ว” และกล่าวกับมวลชนที่หน้าบ้านจันทร์ส่องหล้า “ไปจำศีลมา 8 เดือน สุขภาพยังดีอยู่ แต่ตอนนี้จำอะไรไม่ได้แล้ว” คำถามคือ อดีตนายกฯ จะหวนไปคิดถึงวิบากกรรมในอดีตหรือไม่ แล้วถ้าคิดไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้น จะใช้วิธีขอเอาคืน หรือแก้แค้นฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ เพราะถ้าทำเช่นนั้น ฝ่ายตรงข้ามไม่อยู่เฉย กระบวนการนิติสงครามรอบใหม่ จะย้อนกลับมาอีกหรือไม่ และที่หลายคนเชื่อว่า จะอย่างไรก็ตาม คนชื่อ “ทักษิณ” ไม่มีวันทิ้งการเมือง ยิ่งพรรคเพื่อไทย (พท.) เปรียบเสมือนสมบัติของตระกูล หากยังกลับมามีบทบาททางการเมือง จะเป็นผลดีหรือผลร้ายกับ “พท.”

ด้าน “นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค พท. กล่าวถึงกรณี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้รับการพักโทษและออกจากเรือนจำแล้ว ว่า ยังไม่ได้เดินทางไปพบ แต่ได้ส่งกำลังใจและความคิดถึงไปให้นายทักษิณแล้ว ในฐานะบุคคลสำคัญ ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในพรรค พท. มาโดยตลอดและร่วมต่อสู้ทางการเมืองมาด้วยกันหลายสิบปี ส่วนการทำงานของพรรค พท. ยืนยันพรรคมีความเป็นอิสระทางความคิด นายทักษิณไม่ได้เข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการพรรค พร้อมยังกล่าวติดตลกว่า หากจะไปเยี่ยมคงต้องรอให้นักข่าวกลับก่อน แต่ยอมรับว่าเมื่อถึงเวลาย่อมมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกัน ไม่ว่าจะในงานหรือโอกาสต่างๆ เมื่อถามว่า การกลับมาของนายทักษิณทำให้พรรค พท.มีกำลังใจมากขึ้นหรือไม่ นายจุลพันธ์ ระบุว่า พรรค พท.ไม่เคยเสียกำลังใจ พร้อมขอบคุณประชาชน ที่ให้ความไว้วางใจเลือกพรรคเข้าสภา ทำให้พรรคได้ร่วมรัฐบาล รวมถึงทำงานในคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อผลักดันนโยบายต่างๆ ให้ตอบโจทย์
ส่วนอีกประเด็นสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับความนิยมของรัฐบาล การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากมีบรรดาแฟนบอลติดตามอยู่เป็นจำนวนมาก โดยแหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 12 พ.ค. รัฐบาลจะมีการหารือวาระสำคัญคือ เรื่องการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 (FIFA World Cup 2026) โดยการหารือเรื่องนี้ใน ครม.ต้องหารือกันเรื่องการจัดซื้อลิขสิทธิ์จากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) เพื่อให้ทันตามกรอบเวลาที่กระชั้นชิด และถือเป็นเรื่องเร่งด่วน เนื่องจากการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้มีกำหนดจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 มิ.ย.-19 ก.ค. 69 ซึ่งการแข่งขันจัดขึ้น ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก
ซึ่งการหารือเรื่องนี้ใน ครม.เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายหลัก ที่จะส่งเสริมให้ประชาชนชาวไทยสามารถรับชมการแข่งขันฟุตบอลระดับโลกได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อเป็นการมอบความสุข โดยก่อนหน้านี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย บอกว่าในการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก รัฐบาลพยายามจะดำเนินการในเรื่องนี้ให้ดีที่สุด แม้ว่ารัฐบาลจะซื้อลิขสิทธิ์เองโดยตรงไม่ได้ แต่จะประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน ทั้งนี้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกฯ ได้มีการหารือกับประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แล้ว โดยได้เปิดเผยว่า ได้มีการหารือในเรื่องการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกด้วย คาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นหลังการประชุม ครม.ในวันที่ 12 พ.ค. 69
ถือเป็นข่าวดีของคอบอล คงต้องรอดูว่ารัฐบาลจะนำงบประมาณจากไหน มาซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก และจะมีคำถามจากสาธารณชนหรือไม่

หลังเกิดปรากฏการณ์ “กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน” ออกมารวมตัว เรียกร้องให้ “นายภัณฑิล น่วมเจิม” สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) แสดงความรับผิดชอบ เมื่อกล่าวพาดพิงว่า เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด จนถูกพรรคต้นสังกัดลงโทษทางวินัย มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจคือ ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ เป็นประธานในการมอบนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย ให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อขับเคลื่อนการปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยนายกฯ กล่าวว่า ท่านเป็นแขน เป็นขาและเครื่องจักร ที่มีความหมายต่อการบริหารราชการแผ่นดินของกระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลมาก เป็นปราการด่านแรก เป็นบุคคลกลุ่มแรก ที่เวลาประชาชนประสบความทุกข์ หรือต้องการที่พึ่งพิง มีความสำคัญกับพวกตนมากจริงๆ ไม่มีพวกท่าน เรียกได้ว่าพวกตนก็แทบเป็นง่อยเลย ขอเป็นผู้มีอิทธิพลในทางที่ดี ช่วยกำราบมาเฟีย คำว่านักเลง นักเลงในเชิงที่ดีก็มี เมื่อวานใช้คำว่าปราบกุ๊ย และปราบอันธพาล วันนี้ขอใช้คำว่าปราบอันธพาลดีกว่า
นายกฯ กล่าวต่อว่า ช่วงหลังข่าวคดีต่างๆ เกิดขึ้นมาก มีการข่มเหงผู้มีกำลังน้อยกว่า เพราะฉะนั้นสุภาษิตเตะหมาต้องดูเจ้าของ ใครมาทำร้ายคนในปกครองของท่าน ก็คือทำร้ายท่าน พี่น้องของเราเป็นคนที่มีพระคุณ ท่านต้องคุ้มครองเขาด้วย อย่างตนก็ไม่ยอมเหมือนกัน ใครจะมาข่มขู่ ใครจะมากลั่นแกล้งคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนที่อยู่ในปกครองของตนหรือใต้บังคับบัญชาของตนปกป้องเต็มที่ จึงอยากให้ท่านช่วย
“ผมเป็นคนตามงานไม่ได้สั่งแล้วหาย ผมลงไปจี้ไปดูเอง ท่านไม่ต้องห่วงรายงานมา ผมลงพื้นที่ ไม่ได้ไม่เชื่อ แต่ต้องเห็นกับตา เผื่อจะไปสนับสนุนอะไรให้ภารกิจมีความสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นกว่านี้” นายกฯ กล่าว
ทั้งนี้ ภายหลังการมอบนโยบายฯ นายกฯ ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่มาร่วมงาน ณ บริเวณโถงกลาง ตึกสันติไมตรี จากนั้นนายกฯ ถ่ายรูปร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่ด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า
เป็นการตอกย้ำว่า “นายอนุทิน” ให้ความสำคัญกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพราะถือเป็นกลไกสำคัญ ที่ทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และที่สำคัญยังเป็นฐานเสียงของพรรคการเมือง เมื่อพรรคคู่แข่งติดบ่วงกรรม ย่อมใช้จังหวะนี้สร้างคะแนนนิยม.
“ทีมข่าวการเมือง”



