เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 69 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) นำคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาและติดตามการขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษา ณ จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 15 – 17 พ.ค. 69 โดยมี ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ คุณปารมี ไวจงเจริญ คณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ร่วมลงพื้นที่ รับฟังปัญหา และติดตามผลการดำเนินงานจากผู้ปฏิบัติงานจริงในพื้นที่

ในช่วงเช้า คณะได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยงานในสังกัด สกร. ณ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองเชียงใหม่ และห้องสมุดประชาชนจังหวัดเชียงใหม่ เฉลิมพระเกียรติ ๗๐ พรรษา โดยมี นายพงษ์ศักดิ์ บุญเป็ง ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดเชียงใหม่ นางสาวประภาภรณ์ คำโอภาส ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองเชียงใหม่ พร้อมหน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงาน

โอกาสนี้ รมช.ศธ. ได้เน้นย้ำแนวคิด “ลดพิธีการ แต่ไม่ลดคุณภาพ” โดยต้องการปรับรูปแบบการทำงานของภาครัฐให้มีความคล่องตัว ทันสมัย และเข้าถึงประชาชนมากขึ้น สอดคล้องกับแนวทางการบริหารของกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่งยกระดับระบบการศึกษาให้ตอบโจทย์โลกยุคใหม่

พร้อมกันนี้ ยังให้ความสำคัญกับการดูแล “กลุ่มเปราะบาง” โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่งในจังหวัดเชียงใหม่มีจำนวนเกือบ 30,000 คน โดยระบุว่าโจทย์สำคัญของ สกร. คือการทำอย่างไรให้เด็กกลุ่มนี้กลับเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เหมาะสมกับชีวิต และสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุข

นายอัครนันท์ ยังได้เล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัวว่า ตนเองเคยเป็นเด็กนอกระบบและจบการศึกษาจาก กศน. จึงเข้าใจข้อจำกัดของผู้เรียนกลุ่มนี้เป็นอย่างดี ทั้งปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม หรือความไม่เหมาะสมกับระบบการศึกษาแบบเดิม พร้อมย้ำว่า “การศึกษาไม่ควรปิดกั้นใคร” แต่ต้องออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทชีวิตของผู้เรียนแต่ละคน

ในด้านการปฏิรูปการเรียนรู้ รมช.ศธ. และอธิบดี สกร. มีแนวคิดร่วมกันในการเปลี่ยนผ่านจากการเรียนรู้แบบท่องจำ ไปสู่การสร้างสมรรถนะและทักษะที่ใช้ได้จริงในชีวิตและการทำงาน โดยผลักดันการพัฒนา “Living Library” หรือ “ห้องสมุดมีชีวิต” ให้เป็น Co-working Space และพื้นที่สร้างสรรค์ของชุมชน ที่เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ แสดงออก และทำกิจกรรมอย่างอิสระ ทั้งด้านดนตรี ศิลปะ และกิจกรรมพัฒนาทักษะชีวิต

ขณะเดียวกัน ยังมีนโยบายขยายโอกาสทางการศึกษาไปยังกลุ่มที่เข้าถึงยากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องขังในเรือนจำ พระสงฆ์ หรือเด็กบนพื้นที่สูงและกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างเท่าเทียม

สำหรับการก้าวสู่ยุคดิจิทัล สกร. เตรียมนำ AI และระบบการเรียนออนไลน์มาใช้ในการจัดการเรียนรู้มากขึ้น พร้อมปรับปรุงหลักสูตรวิชาชีพกว่า 3,000 หลักสูตร ให้มีความกระชับ ทันสมัย และตอบโจทย์ตลาดแรงงาน รวมถึงร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ที่ได้รับการรับรอง สามารถนำไปต่อยอดอาชีพได้จริง เพื่อ Reskill และ Upskill ประชาชนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

ด้านความโปร่งใสทางการศึกษา รมช.ศธ. ยืนยันให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องคุณภาพหนังสือเรียนอย่างรอบด้าน โดยไม่แทรกแซงการทำงาน พร้อมสนับสนุนการปรับปรุงหลักสูตรและพัฒนาคุณภาพสื่อการเรียนรู้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียนทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในอาชีพของบุคลากร สกร. โดยมีแผนเสนอของบประมาณด้านบุคลากรเพิ่มเติมกว่า 4,000 ล้านบาท รวมถึงปรับลดโครงการที่ซ้ำซ้อนกว่า 100 โครงการ เพื่อนำงบประมาณมาสนับสนุนการพัฒนาครู บุคลากร และการจัดการเรียนรู้โดยตรง

ด้าน ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า ขณะนี้ สกร. กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญจากหลักสูตรเดิมไปสู่ “หลักสูตรฐานสมรรถนะ พ.ศ. 2567” ซึ่งออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทของผู้เรียนในยุคใหม่ เน้นการคิดวิเคราะห์ การลงมือปฏิบัติจริง และการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับชีวิต โดยตั้งเป้าประกาศใช้ทั่วประเทศในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2570 พร้อมวางระบบเทียบโอนผลการเรียนเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ

อธิบดี สกร. ยังเปิดเผยว่า สกร. ได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณเพิ่มขึ้นจากเดิม 12,000 ล้านบาท เป็น 17,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 40–50% เพื่อนำมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แก้ปัญหาอัตรากำลัง และยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ตามภารกิจใหม่ของพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566

พร้อมกันนี้ สกร. เตรียมเสนอกรอบอัตรากำลังใหม่ต่อสำนักงาน ก.ค.ศ. ภายในเดือนมิถุนายนนี้ โดยมีทั้งการสรรหาบุคลากรในอัตราเดิมกว่า 1,000 อัตรา และแผนขยายจำนวนบุคลากรจากเกือบ 20,000 คน เป็น 25,000 คน เพื่อรองรับภารกิจตามกฎหมายใหม่ในอนาคต

ทั้งนี้ อธิบดี สกร. ยังให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาความก้าวหน้าในสายอาชีพ โดยเฉพาะเรื่องวิทยฐานะและการประเมิน PA ที่ต้องสอดคล้องกับลักษณะงานจริงของ สกร. เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรสามารถเติบโตในสายงานได้อย่างเป็นธรรมและมีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน

“ยุคนี้ถือเป็นยุคทองของ สกร.” อธิบดี สกร. กล่าว พร้อมย้ำว่า บุคลากร สกร. ทุกคนคือ “นักปฏิบัติ ผู้สร้างโอกาส และผู้ให้โอกาส” ที่พร้อมร่วมกันยกระดับคุณภาพการศึกษาและสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้เกิดขึ้นจริงในทุกพื้นที่ของประเทศ

จากนั้น รมช.ศธ. และคณะ ได้เดินทางต่อไปยังห้องสมุดประชาชนจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามการดำเนินงาน Co-working Space และร่วมรับฟังข้อเสนอจากนักวิชาการ นักวิจัย และเครือข่ายการศึกษาทางเลือกภาคเหนือ เกี่ยวกับการจัดการศึกษาตามมาตรา 12 ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ทั้งในประเด็นการศึกษาโดยครอบครัว (Home School) ศูนย์การเรียนของภาคสังคม และแนวทางพัฒนาการศึกษาทางเลือกเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างแท้จริง