สำนักข่าวซินหัวรายงานจากเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 20 พ.ค. ว่าการศึกษาดังกล่าววิเคราะห์การศึกษาวิจัยในขั้นพรีคลินิก ( preclinical studies ) จำนวน 27 โครงการ เพื่อประเมินว่า การทำงานของหน่วยความจำสามารถฟื้นตัวได้หรือไม่ หลังจากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ มาเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น


ซิโมน เรห์น ผู้เขียนหลักงานวิจัย กล่าวว่า ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่าการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้นช่วยส่งผลดีต่อความจำจริง แต่การฟื้นฟูนั้นยังไม่สมบูรณ์เต็มร้อย เนื่องจากระบบความจำจะไม่สามารถกลับคืนสู่ระดับปกติ เหมือนในสัตว์ทดลองที่ไม่เคยรับประทานอาหารไม่ดีต่อสุขภาพ แม้จะเปลี่ยนมารับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพนานหลายสัปดาห์แล้วก็ตาม


นักวิจัยพบว่า กลุ่มสัตว์ฟันแทะที่ถูกปรับเปลี่ยนมารับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ สามารถทำแบบทดสอบด้านความจำได้ดีกว่ากลุ่มสัตว์ฟันแทะที่ยังคงรับประทานอาหารซึ่งมีไขมันสูงหรือน้ำตาลสูงต่อไป ทว่าการฟื้นฟูของระบบความจำนั้นยังขึ้นอยู่กับส่วนประกอบของอาหาร โดยพบการฟื้นฟูความจำในกลุ่มทดลองที่กินอาหารไขมันสูง แต่กลับไม่พบการฟื้นฟูในกลุ่มที่กินอาหารน้ำตาลสูง หรืออาหารที่มีทั้งไขมันและน้ำตาลสูงร่วมกัน


เรห์นกล่าวว่า สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าน้ำตาลอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่จำกัดการฟื้นฟูของระบบความจำ พร้อมเสริมว่าแบบทดสอบด้านความจำที่นำมาวิเคราะห์นั้นสะท้อนการทำงานของสมองส่วนฮิปโปแคมปัส ซึ่งเป็นพื้นที่สมองส่วนที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้และความจำ และยังเป็นส่วนที่มีบทบาทในการควบคุมความอยากอาหารและการรับประทานอาหารอีกด้วย


การศึกษาครั้งนี้ไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในเรื่องของความวิตกกังวล ระดับการทำกิจกรรม หรือความอยากอาหาร ซึ่งชี้ให้เห็นว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นมีความเฉพาะเจาะจงกับระบบความจำเท่านั้น


อนึ่ง ผลการศึกษาดังกล่าว ได้รับการเผยแพร่ในวารสารประสาทวิทยาศาสตร์เชิงโภชนาการ ( Nutritional Neuroscience ).

ข้อมูล : XINHUA

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES