เมื่อวันที่ 26 เม.ย. พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อคืนวาน (25 เมษายน 2569) เวลา 21.30 น. กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี (ชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 2) บูรณาการกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรสะตอน และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองโป่งน้ำร้อน จากการปฏิบัติหน้าที่สามารถจับกุมบุคคลต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา จำนวน 2 ราย บริเวณแนวชายแดนในพื้นที่รับผิดชอบ และได้ควบคุมตัวมาตรวจสอบ ณ ที่ตั้ง จากการตรวจสอบและสอบสวนเบื้องต้นไม่พบเอกสารแสดงตนหรือเอกสารการเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสะตอน เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

โฆษกกองทัพเรือ กล่าวเพิ่มเติมว่า การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทหารเรือเป็นไปตามกรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 22 และ 23 เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกควบคุมตัว และให้เกิดความโปร่งใสในทุกขั้นตอน กองทัพเรือขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการปฏิบัติภารกิจป้องกันและรักษาอธิปไตยตามแนวชายแดน ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังต่อการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย เพื่อสร้างความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดนของประเทศ
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏการรายงานผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับกรณีการลักลอบข้ามแดน บริเวณพื้นที่หมู่ 2 ตำบลทุ่งขนาน อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี กองทัพเรือได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง และหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี (ฉก.นย.จันทบุรี) ได้ดำเนินการตามหน้าที่อย่างเคร่งครัด โดยเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 0700 น. เรือโท พุฒิพงศ์ ยอดดารา ผู้บังคับกองร้อยทหารพรานนาวิกโยธินที่ 524 พร้อมกำลังพลชุดปฏิบัติการ ได้ออกลาดตระเวนในพื้นที่รับผิดชอบบริเวณบ้านซับตารี และตรวจพบชาวกัมพูชาจำนวน 3 ราย กำลังลักลอบข้ามแดน พร้อมขนสิ่งของ เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเข้าจับกุม และควบคุมตัวผู้กระทำผิดพร้อมของกลางไว้ได้ ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ทหารเรือได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ การปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และเคารพสิทธิมนุษยชน

นอกจากนี้ โฆษกกองทัพเรือ ยังเปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏคลิปวิดีโอและข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ กล่าวว่ามีการปล่อยปละให้มีการลักลอบข้ามแดนในพื้นที่ดังกล่าวโดยไม่มีการดำเนินการจากเจ้าหน้าที่นั้น ขอยืนยันว่าเป็น “ข่าวปลอม” เนื่องจากมีการนำภาพเหตุการณ์เก่ามานำเสนอใหม่ด้วยข้อความที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 (ปีที่แล้ว) ซึ่งตามภาพ ชาวกัมพูชาที่หลบหนีเข้าเมือง จำนวน 108 คน และเหตุการณ์เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2568 ผู้ต้องหาชาวจีน 13 คน และสุดท้ายเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ผู้ต้องหาชาวกัมพูชาและชาวไทย (คนนำพา) 17 คน รวมผู้ต้องหา 138 คนนั้น ได้ถูกหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรีจับกุมได้ทั้งหมด และได้ส่งดำเนินคดีตามกฎหมายเรียบร้อยแล้ว
โฆษกกองทัพเรือ กล่าวเพิ่มเติมว่า พื้นที่ชายแดนจังหวัดจันทบุรีดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะภูมิประเทศเอื้อต่อการลักลอบกระทำผิด เจ้าหน้าที่จึงต้องดำเนินการเชิงรุก ทั้งการลาดตระเวน การตั้งจุดตรวจจุดสกัด และการใช้ข่าวกรองควบคู่กันอย่างต่อเนื่อง จนสามารถจับกุมผู้หลบหนีเข้าเมืองพร้อมของกลางได้จำนวนมาก

กองทัพเรือขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสารจากสื่อสังคมออนไลน์ และตรวจสอบข้อเท็จจริงจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ก่อนเผยแพร่หรือส่งต่อ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและภาพลักษณ์ของประเทศ ทั้งนี้ ขอแนะนำว่าหากพบเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายในพื้นที่ชายแดน ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ หรือ ผ่านสายด่วนศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ 1696 เพื่อให้กองทัพเรือสามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ทันที
กองทัพเรือขอยืนยันว่า การปฏิบัติภารกิจในการเฝ้าระวังและป้องกันการลักลอบข้ามแดนตามแนวชายแดนเป็นภารกิจสำคัญที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเข้มงวด โดยทุกกรณีที่ตรวจพบการกระทำผิด เจ้าหน้าที่จะดำเนินการ “จับกุมจริง และส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย” อย่างไม่มีข้อยกเว้น เพื่อรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติอย่างสูงสุด



