ในช่วงนี้ เรามักจะเห็นคลิปวิดีโอและภาพข่าวนาทีระทึกของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เกิดเพลิงไหม้ จนหลายคนต่างเกิดความสงสัยพร้อมความระแวงไปตามๆ กันว่า “รถ EV ในไทยมันอันตรายขนาดนั้นเลยหรือ?” หรือ “เห็นข่าวไฟไหม้รถไฟฟ้าบ่อยๆ แล้ว ถ้าเกิดกับตัวเราจะเอาตัวรอดยังไง?” วันนี้เราจะพาทุกคนมาเจาะลึกเพื่อการตระหนักรู้แต่ไม่ตระหนกตกใจ ให้พวกเราใช้เทคโนโลยีใหม่อย่างปลอดภัยและรู้เท่าทันภัยเงียบนี้ไปด้วยกัน

รถ EV vs รถน้ำมัน ใครเสี่ยงกว่ากัน?

ก่อนที่เราจะตื่นกลัวจนไม่กล้าใช้รถไฟฟ้า เราต้องมาดูข้อเท็จจริงทางสถิติและข้อมูลเชิงวิชาการ หากเรานำรถยนต์ทั้งสองประเภทมาเปรียบเทียบกัน จะเห็นความแตกต่างในแต่ละมิติอย่างชัดเจน ดังนี้..

มิติที่ 1 อัตราการเกิดเหตุ (ความถี่ในการเกิดไฟไหม้)
ถ้าพูดถึงโอกาสในการเกิดไฟไหม้ หลายคนอาจจะคิดว่ารถ EV เกิดบ่อยกว่าเพราะเห็นในข่าวดังบ่อยๆ แต่ความจริงแล้ว รถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (รถน้ำมันดีเซล-เบนซิน) มีอัตราการเกิดเหตุเพลิงไหม้สูงกว่ารถ EV ประมาณ 20-60 เท่าเลยทีเดียว ถือว่ารถ EV มีอัตราการเกิดเหตุที่ต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด

มิติที่ 2 สาเหตุหลักของการเกิดเพลิงไหม้
“รถยนต์น้ำมัน” มักเกิดจากระบบเชื้อเพลิงรั่วไหลแล้วไปสัมผัสกับชิ้นส่วนที่มีความร้อนสูง, ท่อส่งน้ำมันเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน หรือปั๊มเชื้อเพลิงชำรุดเสียหาย
“รถยนต์ไฟฟ้า (EV)” มักเกิดจากสภาวะความร้อนสูงเกินควบคุมภายในแบตเตอรี่ (Thermal Runaway), ระบบลัดวงจรภายในเซลล์แบตเตอรี่, การถูกกระแทกที่ใต้ท้องรถอย่างรุนแรง หรือเกิดจากข้อผิดพลาดที่ตกหล่นมาตั้งแต่กระบวนการผลิต

มิติที่ 3 ระดับความรุนแรงและการลุกลาม
“รถยนต์น้ำมัน” ความรุนแรงจะลุกลามไปตามทิศทางและปริมาณของน้ำมันเชื้อเพลิงที่รั่วไหลออกมา ซึ่งสามารถควบคุมขอบเขตได้ง่ายกว่าหากจำกัดเชื้อเพลิงได้
“รถยนต์ไฟฟ้า (EV)” มีความรุนแรงสูงมากเมื่อเริ่มไหม้ เนื่องจากตัวแบตเตอรี่สามารถสร้างความร้อนได้สูงจัดในเวลาอันรวดเร็ว และที่สำคัญคือมีโอกาสสูงมากที่จะเกิดการปะทุซ้ำ (Re-ignition) ขึ้นมาใหม่หลังจากไฟดับไปแล้ว

มิติที่ 4 วิธีการและสารที่ใช้ในการดับไฟ
“รถยนต์น้ำมัน” สามารถควบคุมเพลิงได้ด้วยสารเคมีทั่วไป เช่น ผงเคมีแห้ง, ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) หรือโฟมดับเพลิง (มีข้อห้ามสำคัญคือ ห้ามใช้น้ำฉีดโดยตรงหากน้ำมันลอยตัวขึ้นมาเหนือน้ำ)
“รถยนต์ไฟฟ้า (EV)” การดับไฟแบตเตอรี่ EV ไม่สามารถใช้ถังดับเพลิงธรรมดาเคมีแห้งทั่วไปได้ จำเป็นต้องใช้น้ำในปริมาณที่มหาศาลเพื่อช่วยลดอุณหภูมิสะสมภายในเซลล์ หรือต้องเลือกใช้สารเคมีดับเพลิงสูตรพิเศษเฉพาะทาง เช่น สาร F-500 เท่านั้น

แม้สถิติจะยืนยันว่ารถ EV มีโอกาสเกิดไฟไหม้ต่ำกว่ารถน้ำมันหลายสิบเท่า แต่ประเด็นสำคัญที่น่ากลัวคือ “เมื่อไรก็ตามที่รถ EV เกิดไฟไหม้ขึ้นมา ความรุนแรงและความยากในการควบคุมและดับเพลิงจะสูงกว่ารถน้ำมันหลายเท่าตัว” เนื่องจากระบบเคมีภายในนั่นเอง

ทำไมไฟไหม้รถ EV ถึงน่ากลัว? รู้จักฆาตกรเงียบ “Thermal Runaway”

สาเหตุที่ทำให้ไฟไหม้รถ EV น่ากลัวกว่าปกติ ไม่ใช่แค่เปลวไฟธรรมดา แต่มันคือปรากฏการณ์เคมีที่เรียกว่า “Thermal Runaway” (สภาวะความร้อนสูงเกินควบคุม) นี่คือปฏิกิริยาลูกโซ่เคมีเมื่อเซลล์แบตเตอรี่เกิดความเสียหาย ความร้อนจากเซลล์หนึ่งจะส่งต่อไปยังเซลล์ข้างเคียงอย่างรวดเร็วคล้าย “โดมิโน” ส่งผลให้เกิดความน่ากลัว 3 ประการ
1.ร้อนทะลุนรก อุณหภูมิจะพุ่งสูงเกิน 1,000 องศาเซลเซียส ในเวลาอันสั้น
2.ก๊าซพิษรอบทิศ ปล่อยก๊าซพิษร้ายแรงออกมา เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์, ไฮโดรเจนไซยาไนด์ และไฮโดรเจนฟลูออไรด์
3.ไฟที่ไม่มีวันดับง่ายๆ แบตเตอรี่ที่เกิดปฏิกิริยาจะปล่อย “ออกซิเจน” ออกมาจากภายในเซลล์เอง ทำให้การตัดออกซิเจนด้วยวิธีดับไฟแบบปกติทั่วไปไม่ได้ผล!

แล้วอะไรคือตัวจุดชนวน “Thermal Runaway”?
ข้อผิดพลาดทางการผลิต (Manufacturing Defect) เช่น ลอตปี 2022-2023 ของรุ่น Volvo EX30 ที่พบว่าเซลล์แบตเตอรี่ประเภท NMC เกิดการเปลี่ยนรูปจนไปแทงทะลุแผ่นกั้นขั้วบวก-ลบ ทำให้เกิดการลัดวงจรภายในตัวแบตเตอรี่เอง
-พฤติกรรมการชาร์จ การชาร์จไฟสูงเกิน 70-80% ในรถรุ่นที่มีปัญหา หรือการตะบี้ตะบันชาร์จแบบ DC Fast Charge บ่อยๆ อาจทำให้เกิดผลึกโลหะ (Dendrites) สะสมและแทงทะลุแผ่นกั้นเซลล์ได้ในที่สุด
-ความเสียหายสะสมทางกายภาพ ข้อนี้วัยรุ่นและคนทำงานต้องระวัง! การขับรถกระแทกหิน ครูดเนิน หรือปีนขอบทางแรงๆ จนใต้ท้องรถเสียหาย อาจไม่เกิดไฟไหม้ทันที แต่ความเสียหายนั้นจะสะสมเงียบๆ และเกิดเหตุร้ายขึ้นขณะจอดนิ่งได้
-ปัจจัยภายนอก การจอดรถตากแดดในที่อุณหภูมิสูงจัดเป็นเวลานาน หรือการขับรถลุยน้ำท่วมขัง (โดยเฉพาะน้ำเค็ม) ที่อาจเข้าไปกัดกร่อนระบบไฟฟ้า

คู่มือเอาตัวรอด! 4 สัญญาณเตือน และขั้นตอนหนีตายเมื่อรถ EV เกิดไฟไหม้

ขอเน้นย้ำเลยว่า “สติและการตัดสินใจใน 3 นาทีแรกคือเส้นแบ่งระหว่างความเป็นและความตาย”
4 สัญญาณเตือนภัยเงียบใต้ท้องรถ
-มีควันหรือกลิ่นไหม้โชยมาจากใต้ท้องรถ
-ระบบหน้าจอแจ้งเตือนความผิดปกติของระบบแบตเตอรี่
-มีเสียงปะทุผิดปกติ (คล้ายเสียงประทัดเล็กๆ) จากใต้ท้องรถ
-พัดลมระบายความร้อนทำงานดังผิดปกติอย่างมาก หรือไม่ยอมหยุดทำงานแม้จะดับเครื่องยนต์ไปแล้ว

4 ขั้นตอนหนีตายสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
-ขั้นตอนที่ 1 หยุดรถทันที จอดรถในพื้นที่โล่ง ห่างจากอาคาร บ้านเรือน และชุมชนให้มากที่สุด
-ขั้นตอนที่ 2 อพยพด่วนที่สุด! พาทุกคนออกจากตัวรถทันที และไปยืนห่างจากตัวรถ อย่างน้อย 10-30 เมตร ในทิศทางเหนือลม เพื่อหลีกเลี่ยงก๊าซพิษร้ายแรง
-ขั้นตอนที่ 3 ห้ามดำเนินการเองเด็ดขาด! “ห้าม” เปิดฝากระโปรงรถ หรือก้มลงไปสัมผัสแบตเตอรี่ใต้ท้องรถเด็ดขาด เพราะมีความเสี่ยงจากระบบไฟฟ้าแรงสูง (300-800 โวลต์) และ “ห้าม” เอาถังดับเพลิงเล็กๆ หรือสายยางฉีดน้ำดับเองเด็ดขาด เพราะหากน้ำปริมาณไม่มากพอ จะไม่สามารถหยุดปฏิกิริยาเคมีได้เลย
-ขั้นตอนที่ 4 แจ้งเหตุให้ถูกคน โทรศัพท์สายด่วน 199 (ดับเพลิง) หรือ 1669 (กู้ชีพ) และที่สำคัญที่สุดคือ “ต้องระบุกับเจ้าหน้าที่ชัดเจนว่า รถที่เกิดเหตุคือ รถยนต์ไฟฟ้า (EV)”

สำหรับเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญดับเพลิง
-การใช้น้ำมหาศาล น้ำเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่ต้องฉีดน้ำปริมาณมากอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมงหรือเป็นวัน เพื่อลดอุณหภูมิภายในเซลล์แบตเตอรี่ให้เย็นลงจนหยุดปฏิกิริยาเคมีได้สำเร็จ
-ใช้สารดับเพลิงพิเศษ การใช้โฟมผสมสาร F-500 (Encapsulator Agent) จะช่วยลดความร้อนและยับยั้งปฏิกิริยาลิเทียมไอออนได้เร็วกว่าการใช้น้ำธรรมดา
-ผ้าคลุมดับไฟ (EV Fire Blanket) ใช้คลุมรถเพื่อจำกัดพื้นที่ความเสียหายและควบคุมไม่ให้อุณหภูมิแพร่กระจายลุกลาม
-เฝ้าระวัง 48 ชั่วโมง รถ EV ที่ไฟดับแล้ว ต้องจอดทิ้งไว้ในที่โล่งอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง เพราะแบตเตอรี่ที่เสียหายรุนแรงสามารถกลับมาปะทุไฟขึ้นใหม่ (Re-ignition) ได้ตลอดเวลา

วิธีดูแลรถ EV ป้องกันก่อนเกิด “Thermal Runaway”

-การตั้งค่าระดับการชาร์จ แนะนำให้ตั้งค่าจำกัดการชาร์จไว้ที่ 80-90% สำหรับการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน และไม่ควรปล่อยให้แบตเตอรี่ต่ำกว่า 10-15% เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความเครียดทางเคมีให้กับเซลล์แบตเตอรี่
-ระวังคันที่มีความเสี่ยงเฉพาะ สำหรับท่านที่ใช้รถรุ่นที่มีปัญหาเฉพาะ เช่น Volvo EX30 ลอตที่มีปัญหา (ปี 2022-2023) ในช่วงที่ยังไม่ได้รับการเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ใหม่ ควรกำกัดการชาร์จไม่ให้เกิน 70% และหลีกเลี่ยงการชาร์จด่วน (DC Fast Charge) ไปก่อน
-ยกดูใต้ท้องรถทันทีเมื่อกระแทก หากวันไหนขับรถปีนขอบทาง ครูดเนิน หรือกระแทกหินใต้ท้องรถอย่างรุนแรง อย่าคิดว่ารถไม่เป็นอะไร ให้รีบนำรถเข้าศูนย์บริการทันทีเพื่อยกดูโครงสร้างและระบบหล่อเย็นของแบตเตอรี่
-หมั่นสังเกตพฤติกรรมรถ หากพบว่าพัดลมทำงานเสียงดังผิดปกติหลังดับเครื่อง หรือตัวเลขเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่วูบหายไปอย่างรวดเร็วขณะที่จอดรถทิ้งไว้เฉยๆ นั่นคือสัญญาณเตือนให้รีบส่งตรวจเช็กด่วน..