เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีฝ่ายค้านรวบรวมรายชื่อ 5 หมื่นรายชื่อ เพื่อยื่นต่อประธานศาลฎีกา ให้ตั้งคณะไต่สวนการทำหน้าที่ของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีตีตกคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ใช้นอมินีถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ว่า ในอดีตเรื่องแบบนี้ก็ไม่ได้ใช้เวลาเพียงเดือน สองเดือน ซึ่งความคืบหน้าตามที่ตนได้แถลงไว้คือ ตนได้ตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นมา 1 ชุด เมื่อพิจารณาแล้วเขาถึงจะส่งมาที่ประธานสภา

เมื่อถามว่า มีกระแสสังคมมองว่า อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือปัจจัยทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง นายโสภณ กล่าวว่า เราอย่าเอาชีวิตไปแขวนกับคำพูดของคนอื่น ต้องอยู่บนข้อเท็จจริง การบริหารราชการและฝ่ายนิติบัญญัติต้องอยู่บนเหตุผลและหลักกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องความชอบหรือไม่ชอบ หรือทำตามอารมณ์ที่ฝ่ายนั้นฝ่ายนี้อยากให้เป็น ทุกฝ่ายมีเครื่องมือ ไม่ใช่ใช้อารมณ์ ไม่มีอะไรต้องหนักใจหรือกดดัน เพราะไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน การทำหน้าที่ประธานคือทำตามหลักกฎหมาย

เมื่อถามถึงการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท นายโสภณ กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลยังไม่ได้ส่งสัญญาณมา เนื่องจากต้องรอขั้นตอนจากศาลรัฐธรรมนูญแจ้งเรื่องมายังสภาก่อน ระยะเวลาการเปิดสมัยประชุมสามัญทั่วไปคือช่วงกลางเดือน ส.ค. ก็อีกไม่นาน ต้องหาเวลาที่เหมาะสม สมาชิกบางคนที่แจ้งมาว่าเดินทางไปต่างประเทศส่วนตัว มีพอสมควร

ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ Library Talk เรื่อง สุ จิ ปุ ลิ : 4 กุญแจสู่การเรียนรู้และการพัฒนาตนเองในยุคดิจิทัล โดยกล่าวปาฐกถา ตอนหนึ่งว่า ตามหลักการเรียนรู้แต่โบราณ เราย่อมคุ้นเคยกับหลัก “สุ จิ ปุ ลิ” ซึ่งประกอบด้วย สุ (สุตะ) คือการฟังที่ดีอันจะก่อให้เกิดปัญญา จิ (จินตะ) คือการคิดอย่างมีหลักการและเหตุผล ปุ (ปุจฉา) คือการกล้าซักถามและแสดงออกอย่างเหมาะสม และ ลิ (ลิขิต) คือการเขียนและการจดบันทึก ทั้ง 4 ประการนี้ถือเป็นเอกลักษณ์ในการศึกษาหาความรู้ของคนไทย แต่ในยุคปัจจุบันที่เรามีโทรศัพท์มือถือ หลักการเหล่านี้กลับถูกนำมาใช้น้อยลง

“ความง่ายดายในการค้นหาข้อมูลเพียงปลายนิ้วสัมผัส ทำให้คนเราขาดความวิริยอุตสาหะ ในสมัยก่อน การค้นคว้าต้องเข้าห้องสมุด นั่งอ่าน และจดบันทึก ซึ่งกระบวนการเหล่านั้นทำให้เกิดปัญญา ในขณะที่เทคโนโลยีปัจจุบันมักให้เพียงความรู้ ซึ่งความรู้กับปัญญานั้นไม่เหมือนกัน ตัวปัญญาที่แท้จริงจะแฝงอยู่ในกระบวนการ สุ จิ ปุ ลิ ถือเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้กระบวนการ ฟัง คิด ถาม และเขียน สัมฤทธิ์ผล และหล่อหลอมให้เรากลายเป็นนักปราชญ์ได้

ห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์ของรัฐสภาแห่งนี้ จึงไม่ได้มีไว้เพื่อประดับสภา แต่จะเป็นพื้นที่สำหรับประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนที่จะเติบโตเป็นกำลังของชาติได้เข้ามาใช้เป็นพื้นที่บ่มเพาะปัญญา มีความมุ่งหวังว่าจะขยายแนวคิดเรื่องการอ่านและการใช้ห้องสมุดไปให้ถึงเด็กด้อยโอกาสและเด็กชายขอบ นอกจากนี้ ยังมีนโยบายให้จัดการประกวดเขียนเรียงความอย่างต่อเนื่อง”