ศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ถึงเวลาทบทวนระบบ “บัตรคนจน” หรือยัง ดราม่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบล่าสุดทำให้คำถามนี้ชัดขึ้น

จากผู้ลงทะเบียนเกือบ 19 ล้านคน มีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์เกือบครึ่งหนึ่ง และทันทีที่มีคนถูกตัดสิทธิจำนวนมาก ก็เกิดแรงกดดันให้รัฐบาลทบทวนเกณฑ์ คืนสิทธิ และหามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า ควรนับรถอายุเท่าไร มีที่ดินกี่ไร่จึงถือว่าไม่จน หรือเกณฑ์ข้อใดควรถูกยกเลิก แต่คือ ระบบ “มีบัตร–ไม่มีบัตร” ยังเหมาะกับประเทศไทยหรือไม่ โดยเฉพาะในเศรษฐกิจที่รัฐมองเห็นรายได้ของประชาชนแต่ละกลุ่มได้ไม่เท่ากัน คนที่อยู่นอกระบบอาจมีรายได้ที่รัฐมองไม่เห็น ขณะที่มนุษย์เงินเดือนถูกบันทึกรายได้และหักภาษีอย่างครบถ้วน และในประเทศที่ผู้มีภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจริงมีเพียงประมาณ 10% ของกำลังแรงงาน เราจำเป็นต้องถามด้วยว่า ระบบนี้เป็นธรรมกับผู้จ่ายเพียงใด

ขอสรุปเป็น 3 ข้อสังเกต

1.บัตรคนจนให้แล้วเลิกยาก และกำลังกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ธรรมชาติของนโยบายสวัสดิการคือ ตอนเริ่มให้ ทำได้ค่อนข้างง่าย แต่เมื่อให้ต่อเนื่องไปนานพอ ความช่วยเหลือนั้นจะค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของรายได้ประจำ และถูกมองว่าเป็นสิทธิที่ควรได้รับต่อไป

รัฐบาลทุกชุดจึงมีแรงจูงใจในการเพิ่ม แต่แทบไม่มีแรงจูงใจในการลด เมื่อเศรษฐกิจชะลอ ก็เติมเงินผ่านบัตร เมื่อค่าครองชีพสูง ก็เติมเงินผ่านบัตร และเมื่อมีคนถูกตัดออก ก็ต้องหามาตรการอื่นมาชดเชย

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ผู้รับ “เคยชินกับการแจก” เพียงอย่างเดียว แต่คือระบบการเมืองทำให้นักการเมืองได้ประโยชน์จากการเพิ่มสิทธิ ขณะที่คนที่เป็นห่วงฐานะการคลัง พยายามลดจำนวนผู้รับ ต้องแบกรับต้นทุนทางการเมืองเต็ม ๆ

จากเครื่องมือช่วยคนที่ลำบากที่สุด บัตรใบนี้จึงค่อย ๆ กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการโอนเงินทางการเมือง ยิ่งใช้บ่อยเท่าไร เส้นแบ่งระหว่าง “สวัสดิการเพื่อบรรเทาความยากจน” กับ “การสร้างความนิยมทางการเมือง” ก็ยิ่งเลือนลง

คำถามคือ เราจะทำอย่างไรให้สวัสดิการยังช่วยคนที่จำเป็นจริง โดยไม่กลายเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลทุกชุดมีแรงจูงใจให้เพิ่ม แต่ไม่มีใครกล้าลด

2.ความเป็นธรรมต้องมองทั้ง “ผู้รับ” และ “ผู้จ่าย”

เวลาพูดถึงความเป็นธรรมของบัตรสวัสดิการ เรามักถามว่า คนจนจริงตกหล่นหรือไม่ และคนที่ไม่จนแอบเข้ามารับสิทธิหรือไม่ ทั้งสองคำถามสำคัญ 

แต่ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่มักหายไปจากการสนทนา คือ คนรายได้ปานกลาง โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนที่เป็นผู้จ่ายภาษีเงินได้ คนกลุ่มนี้ไม่ได้ร่ำรวย แต่รายได้ของเขาอยู่ในระบบและตรวจสอบได้ง่าย ถูกหักภาษีทุกเดือน ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์สวัสดิการ แต่ยังมีภาระครอบครัว หนี้ และความเสี่ยงทางเศรษฐกิจไม่ต่างจากคนอีกจำนวนมาก 

ขณะที่คนที่อยู่นอกระบบ รัฐอาจมองไม่เห็นฐานะที่แท้จริง และมีโอกาสได้รับสิทธิมากกว่า นี่ไม่ควรถูกมองเป็นความขัดแย้งระหว่าง “คนชั้นกลาง” กับ “คนจน”

คนเสียภาษีส่วนใหญ่พร้อมสนับสนุนการช่วยเหลือคนที่ลำบากจริง แต่ความยินดีที่จะจ่ายขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นว่า เกณฑ์มีความแม่นยำ เงินไปถึงคนที่จำเป็นจริง ไม่ถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง และสร้างผลลัพธ์ที่คุ้มค่า

นี่คือหัวใจของสัญญาทางการคลัง (fiscal contract) ระหว่างรัฐกับประชาชน รัฐขอให้คนกลุ่มหนึ่งจ่ายภาษี คนกลุ่มนั้นจึงควรมีสิทธิถามว่า เงินไปถึงใคร ช่วยอะไร และเหตุใดจึงต้องให้ต่อไป

3.ถึงเวลาทบทวนระบบ “มีบัตร–ไม่มีบัตร” ใหม่ทั้งระบบ

ปัญหาของระบบปัจจุบันคือ คนถูกแบ่งออกเป็นเพียงสองสถานะ “มีบัตร” กับ “ไม่มีบัตร” เมื่อผ่านเกณฑ์ก็ได้รับสิทธิหลายอย่าง แต่เมื่อไม่ผ่านก็อาจเสียสิทธิพร้อมกัน 

ระบบเช่นนี้อาจสร้างแรงจูงใจให้คนปกปิดรายได้ ไม่อยากเข้าสู่ระบบภาษี หากการเปิดเผยรายได้ทำให้เสียสวัสดิการ แต่การเปลี่ยนระบบก็ไม่ง่าย ในเศรษฐกิจที่รายได้จำนวนมากอยู่นอกระบบ รัฐยังไม่สามารถมองเห็นฐานะที่แท้จริงของประชาชนได้ครบถ้วน

หากอิงเฉพาะข้อมูลภาษี คนรายได้น้อยจำนวนมากที่อยู่นอกระบบก็อาจตกหล่น และหากใช้เครื่องชี้วัด เช่น รถยนต์ ที่ดิน หรือเงินฝากเป็นเส้นตัดเด็ดขาด ก็อาจตัดคนที่ลำบากจริงออกจากระบบ จึงยังไม่คิดว่าเรามีคำตอบสำเร็จรูปว่า ระบบใหม่ควรหน้าตาอย่างไร

แต่หลักการหนึ่งควรชัดเจน ระบบที่ดีต้องไม่ให้รางวัลกับการซ่อนรายได้ และต้องไม่ลงโทษคนที่เปิดเผยรายได้ ทำงานมากขึ้น หรือพยายามเข้าสู่ระบบ

พร้อมกันนั้น สวัสดิการต้องไม่หยุดอยู่ที่การประคองรายได้ในวันนี้ แต่ควรช่วยขยายโอกาสให้คนมีงานที่ดีขึ้น มีรายได้สูงขึ้น และพึ่งพาความช่วยเหลือน้อยลงในอนาคต

คำถามคือ เราจะออกแบบระบบอย่างไร ให้การเข้าสู่ระบบเป็นสิ่งที่คุ้มค่า และทำให้ประชาชนมีโอกาสมากขึ้นที่จะไม่ต้องถือบัตรใบนี้อีกต่อไป

“มองภาพใหญ่ ไม่คิดว่าไทยควรเลิกช่วยคนยากจน แต่คิดว่าเราควรเลิกใช้ “บัตรคนจน” เป็นคำตอบสำหรับทุกปัญหา เมื่อบัตรใบเดียวถูกใช้ทั้งเพื่อบรรเทาความยากจน กระตุ้นเศรษฐกิจ ชดเชยค่าครองชีพ และสร้างความนิยมทางการเมือง จะตอบได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ใครคือคนที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจริง เงินที่ให้สร้างผลลัพธ์อะไร และความช่วยเหลือนี้ควรสิ้นสุดเมื่อใด”

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องมองให้ไกลกว่าการปรับเกณฑ์รายข้อ และกลับมาถามว่า เราต้องการระบบที่ทำให้คนรักษาสถานะผู้ถือบัตร หรือระบบที่ทำให้การทำงาน การเปิดเผยรายได้ และการเข้าสู่ระบบคุ้มค่ามากขึ้น

ความสำเร็จจึงไม่ควรวัดเพียงว่า ลดจำนวนผู้ถือบัตรได้กี่ล้านคน แต่ต้องวัดว่า ประชาชนมีโอกาสมากขึ้นเพียงใดที่จะไม่ต้องใช้บัตรอีกต่อไป