เมื่อวันที่ 26 พ.ค. นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า สัปดาห์ที่แล้ว ผมได้อภิปรายเรื่องรายงานการเงินของ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ปี 2566 และตั้งคำถามถึงการใช้เงินของ กสทช.
กสทช. เป็นองค์กรที่มีวิธีการหารายได้ต่างจากหน่วยงานอื่นๆ เพราะรับผิดชอบการประมูลคลื่นความถี่ ซึ่งทำรายได้เข้ารัฐมหาศาล ดูตัวเลขปี 2566 ตามรายงานคือ 9,250 ล้านบาท แต่ถ้าเราดูรายจ่ายของ กสทช. ในปี 2566 ก็สูงถึง 9,573 ล้านบาท หักลบเลขออกมาแล้ว กสทช. ขาดทุน 322 ล้านบาท ให้ความเป็นธรรมกับ กสทช. หน่อย เพราะมีรายจ่ายที่ถูกบังคับจ่ายตามกฎหมาย เช่น ส่งเงินเข้าคลัง เงินสมทบกองทุน สนับสนุนการวิจัยต่างๆ
นายอิสริยะ กล่าวต่อว่า แต่ถ้าตัดรายจ่ายตามกฎหมายเหล่านี้ออก ผมพบว่า กสทช. ใช้เงินกับค่าดำเนินการ ค่าตอบแทนบุคลากร ค่าสำนักงาน ค่าน้ำไฟ อินเทอร์เน็ต ค่าวัสดุสิ้นเปลืองต่างๆ ไปทั้งสิ้น 4 พันล้านบาท ต้องถามความเห็นประชาชนว่า ค่าดำเนินการ 4 พันล้านบาทต่อปี กับผลงานของ กสทช. ที่ผ่านมา สังคมรับได้หรือไม่ ผลลัพธ์ของการใช้เงินปีละ 4 พันล้านบาทคุ้มค่าแค่ไหน
เมื่อเทียบกับปัญหามากมายใน กสทช. จับไปตรงไหนก็เจอ ตั้งแต่เรื่องสำนักงานแห่งใหม่ตรงแครายที่ถูกทิ้งร้างมาหลายปี ปัญหาการจัดการคลื่นความถี่โทรทัศน์ที่ยังไม่ชัดเจน ปัญหาสายสื่อสารยังเกะกะรกรุงรังไปทุกพื้นที่ และที่สำคัญคือ ความขัดแย้งภายในบอร์ด และความขัดแย้งภายในสำนักงาน แต่งตั้งเลขาธิการไม่ได้มาหลายปี ทำให้งานไม่เดินหน้า
นายอิสริยะ ระบุต่ออีกว่า ถ้าเจาะเข้าไปดูไส้ในของงบประมาณอีก ค่าใช้จ่ายบุคลากร 1.9 พันล้าน นับรวมค่าตอบแทนบอร์ด สวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาลพนักงานด้วย ถ้านับเฉพาะเงินเดือนพนักงาน 1,316 ล้านบาท ก้อนนี้ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่เยอะที่สุดของ กสทช.
กสทช. มีอัตรากำลัง 2,081 คน (ผมดูตัวเลขปี 67 ก็ไม่ต่างกันมากคือ 2,120 ตีกลมๆ คือประมาณ 2,100 คน) หารออกมาแล้ว เฉลี่ยเงินเดือน 52,700 บาท ต้องถามว่าพนักงานจำนวนเยอะขนาดนี้ เงินเดือนเฉลี่ยเท่านี้ ทำผลงานได้เพียงพอกับความต้องการของประชาชนหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ค่าบำเหน็จ 431 ล้านบาท เพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อนหน้าที่จ่าย 158 ล้านบาท ค่าอบรมสัมมนา 73 ล้านบาท ประชาสัมพันธ์ 138 ล้านบาท จัดประชุม 63 ล้านบาท ค่าจ้างที่ปรึกษา 212 ล้านบาท เดินทางต่างประเทศ 85 ล้านบาท (ผู้สอบบัญชีคือ สตง. ยัง “ตั้งข้อสังเกต” เรื่องการจัดซื้อตั๋วเครื่องบินด้วย)
นายอิสริยะ ระบุต่อไปว่า นับตั้งแต่การก่อตั้ง กสทช. ยุคแรกสุด สังคมมีข้อกังขาเรื่องค่าใช้จ่ายของ กสทช. มาโดยตลอด แต่ด้วยโครงสร้างของ กสทช. ที่มีสถานะพิเศษ เป็นองค์กรอิสระ แถมมีรายได้ของตัวเอง มีอำนาจกำหนดค่าใช้จ่ายของตัวเองที่หักจากรายได้ก่อน ซึ่งต่างจากหน่วยงานของรัฐอื่นๆ ทำให้ขาดกลไกของการ check and balance ทางแก้อย่างยั่งยืนในระยะยาวย่อมเป็นการปรับแก้โครงสร้างของ กสทช. ใหม่ ให้เกิดความโปร่งใส ความยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น พรรคประชาชนเองก็ได้เสนอโครงสร้างใหม่นี้แล้วใน พ.ร.บ.กสทช. ฉบับใหม่ ซึ่งจะเข้ากระบวนการของสภาต่อไป.



