สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 25 ก.พ. ว่า นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ผู้นำอินเดีย ให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีโอลาฟ โชลซ์ ผู้นำเยอรมนี ที่ราษฏรปติภวัน ในกรุงนิวเดลี เมื่อวันเสาร์ โดยนับเป็นการเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการครั้งแรกของโชลซ์ นับตั้งแต่รับตำแหน่งผู้นำเยอรมนี เมื่อเดือน ธ.ค. 2564
#WATCH | Delhi: German Chancellor Olaf Scholz attends ceremonial reception at Rashtrapati Bhavan.
— ANI (@ANI) February 25, 2023
Chancellor Scholz met Prime Minister Narendra Modi and other ministers during the event. pic.twitter.com/5xNYxdRNZv
#WATCH | We already have good relations b/w Germany and India and I hope that we will strengthen this relationship. I hope we will discuss intensely about all the topics relevant to the development of our countries and also the peace in the world: German Chancellor Olaf Scholz pic.twitter.com/IOtWGvuYYJ
— ANI (@ANI) February 25, 2023
ทั้งนี้ โชลซ์กล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับเยอรมนีเป็นไปด้วยดีมาตลอด การเยือนครั้งนี้จึงถือเป็นโอกาสอันดีในการกระชับและขยายขอบเขตความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ที่ปัจจุบันมีบริษัทจากเยอรมนีประมาณ 1,800 แห่ง เปิดสาขาในอินเดีย ตลอดจนการหารือเกี่ยวกับสถานการณ์โลก และการกำหนดแนวทางที่มีประสิทธิภาพร่วมกัน

อนึ่ง มีรายงานด้วยว่า อีกหนึ่งวัตถุประสงค์สำคัญในการเยือนอินเดียของผู้นำเยอรมนีในครั้งนี้ คือการ “พยายามโน้มน้าว” ให้รัฐบาลนิวเดลีมีความสนใจกับข้อเสนอขายเรือดำน้ำแบบธรรมดา จำนวน 6 ลำ ในราคา 5,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 181,584 ล้านบาท)
Welcome at Hyderabad House for @Bundeskanzler Olaf Scholz by Prime Minister @narendramodi. pic.twitter.com/fQ7g2Ix2Cj
— German Embassy India (@GermanyinIndia) February 25, 2023
อย่างไรก็ตาม มีการวิเคราะห์จากบรรดาผู้สันทัดกรณีว่า “ยังคงเป็นเรื่องยากมาก” ที่ความพยายามดังกล่าวจะมีความคืบหน้า เนื่องจากอินเดียเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย ในด้านการซื้อขายอาวุธ โดยข้อมูลจากสำนักงานความร่วมมือด้านเทคนิคกลาโหมของรัสเซีย ระบุว่า ภายในรอบระยะเวลา 5 ปีล่าสุด อินเดียนำเข้าอาวุธจากรัสเซียเป็นมูลค่ารวมประมาณ 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 453,960 ล้านบาท)
นอกจากนั้น รัฐบาลนิวเดลี ยื่นรายการสั่งซื้ออาวุธต่อรัสเซียแล้ว 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 349,200 ล้านบาท) ในรอบ 12 เดือนล่าสุด.
เครดิตภาพ : AFP



