สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 26 ก.พ. ว่า สภาคองเกรสของฟิลิปปินส์ให้สัตยาบัน ต่อความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ( อาร์เซ็ป ) ในสัปดาห์นี้ ด้านกระทรวงเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ตั้งความหวังว่า จะช่วยเป็นการเพิ่มความสะดวกในการนำเข้าสินค้าเกษตร เพื่อบรรเทาวิกฤติเงินเฟ้อ ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันยังคงเป็นสถิติ สูงที่สุดในรอบ 14 ปี
ปัจจุบัน อาร์เซ็ปมีสมาชิก 15 ประเทศ ประกอบด้วย สมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( อาเซียน ) 10 ประเทศ และคู่เจรจาอีก 5 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
Initially, Marcos had expressed reservations about RCEP, deeming it dangerous for farmers.
— Nikkei Asia (@NikkeiAsia) February 26, 2023
But he had a change of heart, faced with the need to increase agricultural product imports to tackle inflation, which has surged to a 14-year high.https://t.co/a20syjotbm
อาร์เซ็ปถือเป็นข้อตกลงการค้าเสรี ( เอฟทีเอ ) ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เนื่องจากมูลค่าจีดีพีของสมาชิกอาร์เซ็ปมีสัดส่วนรวมกันคิดเป็น 1 ใน 3 ของโลก ด้วยมูลค่าประมาณ 26.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว ล้านล้านบาท ) ครอบคลุมประชากร 2,200 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของประชากรโลก และยังเป็นเอฟทีเอฉบับแรกในประวัติศาสตร์ ที่จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ร่วมลงนามพร้อมกันตั้งแต่ต้น
ทั้งนี้ อาร์เซ็ปมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2565 หลังสมาชิกอาเซียนอย่างน้อย 6 ประเทศ และคู่เจรจาอีกอย่างน้อย 3 ประเทศ ให้สัตยาบันครบตามเงื่อนไขของการบังคับใช้ข้อตกลง คือภายในต้นเดือน พ.ย. 2564
หลังจากนั้น ในส่วนของสมาชิกอาเซียนมีการทยอยให้สัตยาบันอย่างต่อเนื่อง และการลงมติของฟิลิปปินส์หมายความว่า เหลือเพียงเมียนมาประเทศเดียวเท่านั้น ที่เป็นสมาชิกอาเซียนซึ่งยังไม่ได้ให้สัตยาบันต่ออาร์เซ็ป.
เครดิตภาพ : AFP



