สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงซันติอาโก ประเทศชิลี เมื่อวันที่ 2 มี.ค. ว่า นักธรณีวิทยากำลังศึกษาพื้นที่ดังกล่าวหลังเกิดไฟป่าลุกลามเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่นักวิทยาศาสตร์หลายคน ระบุว่า การค้นพบครั้งนี้อาจบ่งชี้ว่า รูปสลักและเครื่องมือจำนวนต่าง ๆ ที่ชาวราปานุยใช้ ถูกฝังไว้ใกล้ ๆ กัน ในพื้นที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยจมบาดาล

“ตามความเข้าใจของผม นี่เป็นครั้งแรกที่มีการพบบางสิ่งในแอ่งน้ำแห่งนี้” นายโฆเซ มิกูเอล รามิเรซ นักโบราณคดี กล่าว

รามิเรซ ระบุเพิ่มเติมว่า ทะเลสาบน่าจะเคยเหือดแห้งในอดีต และชาวราปานุยใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้น ในการเคลื่อนย้ายรูปปั้น ซึ่งเขาคิดว่าอาจจะมีการค้นพบรูปปั้นโมอายมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย

ทั้งนี้ เกาะอีสเตอร์ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากแผ่นดินใหญ่ของชิลีประมาณ 3,540 กิโลเมตร เป็นทั้งอุทยานแห่งชาติที่ได้รับการคุ้มครอง และแหล่งมรดกโลกขององค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) โดยบรรดานักวิจัยเชื่อว่า ผู้อยู่อาศัยกลุ่มแรกมาถึงเกาะ เมื่อกว่า 1,000 ปีก่อน และรูปสลักหินที่มีชื่อเสีงเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อราว 400-700 ปีก่อน

“สิ่งที่พวกเราเห็นในวันนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะมันคือส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของชาวราปานุย” นายซัลวาดอร์ อาตัน ฮิโต ผู้นำชุมชนชนพื้นเมืองมาอู เฮนัว ซึ่งเป็นกลุ่มดูแลพื้นที่ กล่าว

ทีมนักวิจัย กล่าวว่า โมอายครึ่งตัวขนาด 1.5 เมตร จะได้รับการทดสอบเพื่อระบุว่ามันอยู่ในสภาพใด ซึ่งขณะที่รูปปั้นหินหลายร้อยตัวเหล่านี้มีกระจายอยู่ทั่วเกาะ พวกมันต่างเผชิญกับภัยคุกคาม จากปัจจัยทางสภาพแวดล้อมต่าง ๆ รวมถึงไฟป่าที่นำมาสู่การค้นพบรูปปั้นในครั้งนี้.

เครดิตภาพ : REUTERS