สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 15 มี.ค. ว่า ไอคิวแอร์ วัดระดับคุณภาพอากาศโดยพิจารณาจากอนุภาคขนาดเล็กมาก ที่เป็นอันตรายในอากาศ หรือที่รู้จักกันว่า พีเอ็ม 2.5 ซึ่งการสำรวจประจำปีของบริษัท เป็นที่กล่าวถึงอย่างกว้างขวางโดยนักวิจัยจำนวนมาก และองค์กรของรัฐหลายแห่ง

ผลการสำรวจระบุว่า คุณภาพอากาศของเมืองลาฮอร์ ในปากีสถาน มีความเข้มข้นของพีเอ็ม 2.5 เพิ่มจากระดับ 86.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เมื่อปี 2564 เป็น 97.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งนับว่าเลวร้ายกว่าเดิมอย่างมาก และทำให้ลาฮอร์กลายเป็นเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก โดยอันดับต่อมา คือ เมืองโฮตัน ของจีน ที่มีระดับพีเอ็ม 2.5 อยู่ที่ 94.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งถือว่าดีขึ้นจากระดับเดิมที่ 101.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในปี 2564

อีกด้านหนึ่ง ชาด มีระดับพีเอ็ม 2.5 เฉลี่ยอยู่ที่ 89.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร นำหน้าอิรัก ประเทศที่มีอากาศเป็นมลพิษอันดับ 2 ของโลก ซึ่งมีระดับพีเอ็ม 2.5 เฉลี่ยที่ 80.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ทั้งนี้ ปากีสถานรั้งอันดับ 3 ในการจัดอันดับทั่วประเทศ โดยมีระดับพีเอ็ม 2.5 อยู่ที่ 70.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตามมาด้วยบาห์เรนที่ 66.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งแม้ว่าอินเดียจะถือว่า เป็นเมืองที่มีมลพิษสูงสุดในโลกเช่นกัน แต่ในรายงานล่าสุด อินเดีย อยู่ในอันดับ 8 ของโลก โดยมีระดับพีเอ็ม 2.5 อยู่ที่ 53.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

รายงานระบุว่า อินเดีย และปากีสถาน ประสบปัญหาคุณภาพอากาศเลวร้ายที่สุด ในภูมิภาคเอเชียกลางและเอเชียใต้ โดยประชากรเกือบ 60% ของประเทศ อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีความเข้มข้นของพีเอ็ม 2.5 สูงกว่าระดับที่องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) แนะนำ “อย่างน้อย 7 เท่า”.

เครดิตภาพ : REUTERS