ซีรีส์เกาหลีที่ฮอตที่สุดในตอนนี้ คงหนีไม่พ้น “The Glory (เดอะ กลอรี่)” ภาค 2 ผลงานทาง “เน็ตฟลิกซ์” นำแสดงโดย ซงฮเยคโย นางเอกยอดฝีมือ ที่มาสานเรื่องราวต่อจากภาคแรก ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงมาแล้ว โดยในภาค 2 นี้เล่าเรื่องราวเผด็จศึกการล้างแค้นของเหยื่อ ที่ลุกขึ้นสู้จนกลายเป็นผู้ล่า สนองคืนคนที่ทำร้ายเธอ โดยทันทีที่ซีรีส์ออนแอร์ ก็ทะยานครองเทรนด์ทวิตเตอร์อย่างรวดเร็ว รวมถึงขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ต Top 10 หมวดรายการทีวีภาษาต่างประเทศทั่วโลกของเน็ตฟลิกซ์ หลังสตรีมได้เพียง 3 วัน มียอดรับชมรวมสูงถึง 124.46 ล้านชั่วโมง ภายในสัปดาห์แรกที่เปิดตัว! พร้อมโกยเสียงชื่นชมจากแฟน ๆ ทั่วโลก ด้วยบทสรุปที่สมบูรณ์แบบ สมเหตุสมผล สะท้อนความเหลื่อมล้ำ ชนชั้น และการเอาคืนได้อย่างโดนใจผู้ชม ด้วยพล็อตที่เข้มข้น งานภาพสวยงาม ด้วยความทุ่มเทของนักแสดงและทีมงาน

ล่าสุด “ฮาอึน” มีโอกาสได้ร่วมงานแถลงข่าว พร้อมเปิดใจนักแสดงนำ นำโดย ซงฮเยคโย รวมทั้ง ผู้กำกับ อันกิลโฮ และนักเขียน คิมอึนซุก จึงไม่พลาดนำมาการพูดคุย เกร็ดเล็กน้อยฝากแฟน ๆ กัน

Q : สำหรับการพัฒนาเรื่องราวนั้น มีแฟน ๆ ตั้งสมมุติฐานมากมาย จากที่ดูข้อสมมุติฐานของแฟน ๆ มีอันไหนที่โดดเด่นเป็นพิเศษที่ทำให้คุณคิดว่า โอ้! พวกเขาถูกเผงเลย หรือ โอ้! บทของเราหลุดหรือเปล่านะ บ้างมั้ย?
ผู้กำกับ อันกิลโฮ : ผมได้เห็นความเห็นที่บอกว่าเป็นการต่อสู้กันระหว่างผู้ที่เชื่อในพระเจ้า และคนที่ไม่ได้เชื่อในพระเจ้า และนั่นก็เป็นหนึ่งในโครงเรื่องที่เจาะลงลึกถึงเรื่องราวทั้งหมดจริง ๆ ครับ ดังนั้นผมเลยคิดว่าความเห็นนั้นมันถูกเผงเลย ซึ่งคนนั้นเขาบอกว่า ‘ยอนจิน’ นั้นพึ่งพาลัทธินับถือภูตผี (Shamanism) ส่วนซาร่านั้นเป็นคริสเตียน, ‘ฮเยจอง’ ไม่ได้เชื่อในอะไรเลย และ ‘มุนดงอึน’ ก็ไม่ได้พึ่งพาพระเจ้าองค์ไหนเป็นพิเศษ เธอเชื่อมั่นในตัวเองและเดินหน้าต่อ แต่ผมคิดว่าเมื่อคุณได้ดูจนมาถึงพาร์ท 2 คุณจะรู้สึกเหมือนว่าพระเจ้ามีอยู่จริง ซึ่งผมก็เป็นคนนึงที่เคร่งศาสนาเหมือนกัน ผมเชื่อในพระเจ้า ดังนั้นสิ่งที่ผมอยากพูดในพาร์ท 2 นี้ คุณจะได้เห็นเรื่องราวที่เชื่อมโยงกันในลักษณะนั้น ส่วนที่บางคนบอกว่า ‘ฮาโดยอง’ นั้นเป็นหมัน ผมก็อยากบอกให้ทุกคนรู้ว่าไม่ใช่ เขาไม่ได้เป็นหมันครับ

Q : การเขียนบทจะโฟกัสอยู่ความรุนแรงในโรงเรียน แต่มันก็ยังเกี่ยวโยงกับชนชั้นทางสังคมและลำดับชั้นทางเศรษฐกิจ รวมไปถึงการละเมิดกันในครอบครัวด้วย คุณ “คิมอึนซุก” คิดเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่เริ่มเลยหรือเปล่า หรือมันได้ถูกพัฒนาระหว่างที่คุณกำลังเขียนบท?
นักเขียน คิมอึนซุก : ในงานแถลงข่าว ฉันเคยบอกว่าทั้งหมดนี้ มันเริ่มมาจากคำถามของลูกสาวฉัน ที่ถามว่า ‘ระหว่างการที่หนูโดนทำร้ายหรือการที่หนูไปทำร้ายอื่น อะไรจะทำให้แม่รู้สึกแย่ที่สุด’ ระหว่างที่ฉันเขียนบท ฉันก็พยายามหาคำตอบสำหรับคำถามนั้น ซึ่งหากลูกสาวของฉันโดนทำร้ายจนเสียชีวิต มันก็อาจมีวิธีแก้ปัญหา ซึ่งทางแก้ปัญหาก็คือ ฉันจะดึงคนที่ทำความผิดทุกคนลงนรก เพราะฉันมีเงินที่จะทำอย่างนั้นได้ ดังนั้นข้อสรุปของฉันก็คือมันคงจะดีกว่าสำหรับฉัน หากคุณโดนทำร้าย แต่ใน ‘เดอะ กลอรี่’ สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้กับ ‘ดงอึน’ ใช่มั้ยล่ะ? และฉันคิดว่าเหยื่อส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้แบบนั้น เพราะว่าพวกเขาไม่ได้มีพ่อแม่ที่ร่ำรวยเหมือนฉัน พวกเขาไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมเหมือนอย่างที่ลูกสาวของฉันถูกเลี้ยงดูมา ดังนั้นฉันเลยอยากเป็นกำลังใจให้พวกเขา เพราะความจริงมันโหดร้าย และฉันก็หวังว่าการล้างแค้นของดงอึนจะสำเร็จ นั่นคือวิธีที่ฉันพยายามนำโครงเรื่องไปสู่จุดจบ ซึ่งจะลงเอยยังไง คุณควรเข้าจะไปดูด้วยตัวเองค่ะ

Q : ในตัวอย่างมีฉากที่ “ดงอึน” ตะโกนสุดเสียงว่า “หยุดหัวเราะแบบนั้นนะ” ซึ่งมันต่างจาก “ซงฮเยคโย” ที่เรารู้จักและต่างจาก “ดงอึน” ในพาร์ท 1 และมันน่าประทับใจมาก ตอนที่คุณแสดงฉากนั้น คุณรู้สึกยังบ้าง?
ซงฮเยคโย : จริง ๆ ฉากนั้นเป็นฉากที่เจ็บปวดมากสำหรับ ‘ดงอึน’ ค่ะ มันเป็นซีนที่สำคัญมากในพาร์ท 2 สำหรับในพาร์ท 1 ดงอึนมักจะสงบนิ่งและไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ พอมาในพาร์ท 2 ทุกอารมณ์จะถูกระเบิดออกมา ซึ่งตอนที่ฉันถ่ายทำฉากนี้ เป็นเพราะว่ามันใกล้จะเป็นตอนจบแล้ว โดยตั้งแต่ต้นเรื่อง ฉันเอาใจของดงอึนมาใส่ในตัวฉัน แล้วจดจ่อมันอย่างเต็มที่ แต่เพราะฉันเองเป็นมนุษย์คนหนึ่งก่อนที่จะมาเป็นนักแสดง ฉันพยายามที่จะกลายเป็นดงอึนอย่างสมบูรณ์ แต่ช่วงแรกมันก็ยากมากสำหรับฉันที่จะเป็นดงอึนแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ตอนที่ฉันแสดงฉากนี้ ฉันรู้สึกเหมือนฉันเป็นดงอึนได้แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ฉันเป็นตัวละครอย่างเต็มที่ ดังนั้นฉันจึงสามารถดึงอารมณ์ที่ฉันต้องการสำหรับซีนนั้นออกมาได้ รวมทั้งนักแสดงคนอื่น ๆ พวกเราล้วนมีเคมีที่วิเศษมาก มันเหมือนเป็นเคมีที่เข้ากันได้อย่างยอดเยี่ยม 120-130 เปอร์เซ็นต์เลยค่ะ พวกเราสามารถรับส่งพลังงานกันได้จากสิ่งเหล่านั้น โดยเฉพาะกับซาร่า ฉันคิดว่านี่เป็นเหตุผลที่ฉันสามารถดึงอารมณ์เหล่านั้นทั้งหมดออกมาจากตัวฉันได้ ฉันคิดว่าฉันทำได้ดี ซึ่งทีมนักแสดงเองก็รู้สึกว่าในพาร์ท 2 มีฉากที่น่าประทับใจมากมาย




Q : มีบทสนทนาที่ยอดเยี่ยมมากมายในซีรีส์เรื่องนี้ แต่ว่ามีคำพูดไหนบ้างมั้ย ที่มาจากคุณ “ซงฮเยคโย” เหมือนว่า “นี่เป็นท่อนที่ฉันชอบมากที่สุดของตัวละครที่ฉันแสดงเลย”?
ซงฮเยคโย : สำหรับฉันแล้ว บทสนทนาท่อนที่ฉันรู้สึกชอบเป็นพิเศษก็คือ ‘ดงอึน’ และสิ่งที่ว่าเธอรู้สึกยังไงกับคนที่ตกเป็นเหยื่อ เธอพูดว่า ‘ไม่มีความเมตตา ด้วยเหตุนี้จึงไร้เกียรติยศ’ ซึ่งฉันรู้สึกว่าประโยคนี้สรุปได้เลยว่าดงอึนเป็นใครและทำอะไร เธอจะไม่แสดงความเมตตาใด ๆ และเธอก็รู้ดีว่าเธอนั้นกำลังเปลี่ยนจากเป็นเหยื่อสู่ผู้กระทำผิด เธอเข้าใจและเธอรู้ว่า เธอไม่ได้แสวงหาเกียรติยศ มันไม่ใช่การแก้แค้นในแบบที่คนทั่วไปคิดว่าฉันกำลังจะแก้แค้น แล้วฉันจะไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เธอกำลังพูดว่า ฉันกำลังจะได้แก้แค้นแล้วฉันก็จะตายไปพร้อมกับคุณ ฉันรู้สึกว่าฉันเจ็บปวดมาก ๆ กับคำพูดที่ดงอึนพูดแบบนั้น และฉันรู้สึกเห็นใจเธอจริง ๆ ค่ะ ส่วนพาร์ทที่ฉันรู้สึกมาก ๆ ในหลาย ๆ ซีนของดงอึน ก็คือตอนที่ดงอึนไปเยี่ยมอดีตครูประจำชั้นของเธอ ซึ่งเธอก็เป็นเพื่อนกับลูกชายของเขา เธอบอกกับเขาว่า ‘ฉันรู้นะว่าคุณไม่ได้ทำอะไรผิด ฉันรู้ว่าคุณไร้เดียงสา แต่ฉันก็เช่นกัน คุณเป็นผู้ใหญ่ ส่วนฉันเป็นเพียงเด็กสาวอายุ 18’ ฉันเจ็บใจแทนเธอ เจ็บปวดแทนเธอค่ะ เมื่อฉันพูดประโยคเหล่านั้น ที่ว่าดงอึนบอกว่าเธอไร้เดียงสาและเป็นเพียงเด็กอายุ 18 และต้องเข้าถึงความรู้สึกที่ว่า เธอต้องเจ็บปวดแค่ไหนที่ต้องพูดสิ่งเหล่านี้ออกมาดัง ๆ ต่อตัวละครเหล่านั้น หัวใจของฉันก็เจ็บปวดค่ะ”

Q : มีโมเมนต์ไหนที่อยู่ในความทรงจำบ้าง?
ซงฮเยคโย : สำหรับ ‘ดงอึน’ เธอมีรอยแผลเป็นจากการโดนไหม้ ซึ่งรอยแผลเป็นจากการโดนไหม้ที่ถูกต้องแม่นยำนั้น มันต้องใช้เวลาในการเมคอัพเป็นพิเศษนานมากค่ะ ฉันคิดว่ามันเป็นในตอนจบของตอนที่ 6 ซึ่งฉันใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง ในการแต่งหน้าด้วยสเปเชียล เอฟเฟกต์ และฉันเองก็ควบคุมอาหารอย่างเข้มงวดราว 3 วัน เพื่อถ่ายทำวันนั้น รวมทั้งช่วงวันก่อน ฉันก็หยุดดื่มน้ำค่ะ มันยากมาก ๆ เพราะความพยายามทั้งหมดนั้น ทำให้ร่างกายของฉันทรมานมาก ฉันจำได้เลยว่ามันยากจริง ๆ ในการที่จะผ่านซีนนั้นไปให้ได้ และมันก็ลงเอยด้วยการมีผลกระทบที่มากขึ้นเพราะสิ่งเหล่านั้น รวมทั้งการที่ฉันต้องแต่งหน้าด้วยสเปเชียล เอฟเฟกต์ ค่อนข้างบ่อย เพื่อทำให้ผิวของฉันแยกแตกออก คุณก็ต้องใช้รีมูฟเวอร์โดยเฉพาะกับผิวฉัน ฉันคิดว่าช่วงเวลาที่ต้องแต่งหน้าเหล่านั้นแหละ เป็นสิ่งที่น่าจดจำที่สุด ซึ่งเหตุผลที่ฉันต้องไดเอทอย่างเข้มงวด หรือแม้กระทั่งพยายามที่จะไม่ดื่มน้ำ ก็เพราะว่าฉันอยากที่จะถ่ายทอดให้เห็นจริง ๆ ว่า ดงอึนนั้นเจ็บปวด ยากลำบาก และแหลกสลายมากแค่ไหนค่ะ


Q : ในฐานะที่คุณรับบทเป็น “ฮาโดยอง” เมื่อคุณมองไปที่ “ดงอึน” ด้วยสายตาของ “โดยอง” ในนั้นมีความรักด้วยหรือเปล่า?
จองซองอิล : คุณถามผมว่า มันมีอารมณ์รักเมื่อ ‘โดยอง’ มองไปที่ ‘ดงอึน’ หรือเปล่าใช่มั้ยครับ คืออ้างอิงจากที่ผู้กำกับอัน ที่ได้เคยพูดถึงสัญลักษณ์ ‘ระวังเปลวไฟ’ ซึ่งอยู่ในฉากอันโด่ง ดังนั้นก็เป็นกึ่ง ๆ ความตั้งใจ ผมก็ไม่รู้ครับ มันมีรูปแบบความรักมากมาย แต่เมื่อตอนที่คุณอยากรู้เกี่ยวกับใครสักคน คุณก็เฝ้ารอคอยเขา คุณอยากเจอเขา และเมื่อคุณอยู่ตรงหน้าเขา คุณก็รู้สึกว่าหายใจไม่ออก และเครียด มันก็อาจจะเป็นความรักก็ได้นะ หากว่าคุณตัดสินใจที่จะเรียกมันว่ารัก แต่มันก็เป็นสิ่งต้องห้ามครับ





Q : ท้ายสุด พวกคุณได้สร้างโชว์ที่ดังก้องไปทั่วโลก เช่น ในประเทศอาร์เจนตินาที่อยู่ห่างไกล แต่ก็ยังมีแฟน ๆ และผู้ชมที่รู้สึกเชื่อมโยงถึงความรู้สึกของ “ดงอึน” และเค้าโครงเรื่องของ “The Glory” ได้อย่างลึกซึ้ง สิ่งเหล่านี้ทำให้คุณรู้สึกยังไงบ้าง?
ซงฮเยคโย : เรื่องราวที่สามารถสะท้อนผู้คน รู้สึกเชื่อมโยงถึง และปลอบโยนซึ่งกันและกัน ฉันต้องบอกเลยว่ามันเป็นเกียรติมาก ๆ สำหรับฉันที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งเหล่านั้นค่ะ และฉันก็รู้สึกขอบคุณนักเขียนและผู้กำกับที่ให้ฉันได้รับบท ‘ดงอึน’ ฉันมีความสุขมากที่ได้ถ่ายทอดตัวละครนี้ และมีความสุขมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นจนจบเลยค่ะ ซึ่งในตอนที่ฉันเป็นดงอึน มันเจ็บปวดมาก ฉันรู้สึกเศร้า ยังไงก็ตามนะคะ ฉันอยากจะแสดงให้เห็นว่า ตัวละครอย่างดงอึนสามารถทำบางอย่างได้ สามารถทำบางสิ่งให้เกิดขึ้นได้ และชีวิตก็ไม่ได้จบลงด้วยความทุกข์ยากลำบากหรือสิ้นหวัง ฉันมีความสุขสุด ๆ และรู้สึกขอบคุณมากที่ได้รับโอกาสในการถ่ายทอดเมสเสจเหล่านี้ รวมทั้งการได้ร่วมงานกับเหล่านักแสดงที่น่าทึ่ง และผู้สร้างที่มากความสามารถ ซึ่งการได้อยู่ในกองถ่าย ฉันมีเพียงความทรงจำที่ฉันรักในทุกขั้นตอนการผลิตทั้งหมดเลย ดังนั้นอยากจะบอกว่าฉันรู้สึกขอบคุณมาก ๆ ที่ได้ร่วมงานกับผู้คนที่น่าทึ่งมากมาย รู้สึกเป็นเกียรติมาก ๆ ค่ะ

แฟน ๆ อย่าพลาดอีกหนึ่งผลงานมาสเตอร์พีซของ “ซงฮเยคโย” และเหล่านักแสดง พร้อมพบผลแห่งการแก้แค้น ที่ถูกหว่านไว้เกือบ 20 ปี มาเรียนรู้ เจ็บปวด และได้รับการเยียวยาไปพร้อมกับ “ดงอึน” แล้วพิสูจน์ไปพร้อมกันว่า เมื่อคนชั่วไม่สำนึก การแก้แค้นที่รุนแรงสาสมกับการกระทำของคนที่ชอบทำร้ายคนอื่นนั้น เป็นรางวัลและ “เกียรติยศ” ของเหยื่อที่เคยโดนทำร้ายจริงหรือไม่!
ฮาอึน



