สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 30 มี.ค. ว่า ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ( ยูเอ็นจีเอ ) ซึ่งมีสมาชิก 193 ประเทศ มีมติเสียงข้างมากเมื่อวันพุธ รับรองมติซึ่งเสนอโดย 18 ประเทศ นำโดย วานูอาตู ในการขอให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ( ไอซีเจ ) หรือศาลโลก “เป็นผู้บัญญัติ” พันธกรณีระหว่างประเทศ ในการต่อสู้กับวิกฤติสิ่งแวดล้อม “เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน”
BREAKING!!❗️❗️ @UN General Assembly unanimously adopts a resolution for an advisory opinion on climate change & human rights from the International Court of Justice @CIJ_ICJ
— Climate Action Network International (CAN) (@CANIntl) March 29, 2023
????Congratulations to all who led this initiative !
Read the @CANIntl PR :https://t.co/4S9IiSS7uu pic.twitter.com/I449DecDM9
นายกรัฐมนตรีอิชมาเอล เคาซาเคา ผู้นำวานูอาตู ประเทศซึ่งเป็นผู้นำในการเคลื่อนไหวเรื่องนี้มานานกว่า 4 ปี แสดงความยินดีต่อการผ่านมติของยูเอ็นจีเอ คือจุดเริ่มต้นของรากฐานและการดำเนินงานเชิงบวก ในการตรวจสอบปัญหาเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลก และการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อคนรุ่นหลัง

แม้มติของศาลโลกในเรื่องดังกล่าว ไม่ถือว่ามีผลผูกพันในทางกฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องจากเป็นเพียง “การให้คำแนะนำโดยหลักการ” อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายเชื่อว่า การให้ความเห็นของศาลโลกจะสามารถเป็นพื้นฐาน ของการเจรจาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมในอนาคต
อนึ่ง การดำเนินงานของศาลโลกอาจใช้เวลานานถึง 18 เดือน และหนึ่งในประเด็นหลักที่ยูเอ็นจีเอขอความเห็น คือการให้ศาลโลกแสดงทรรศนะเกี่ยวกับ “เงื่อนไขทางการเงิน” ในการสนับสนุนแผนการต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม ตามแนวทางข้อตกลงปารีส เพื่อกำหนดให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นไม่มากกว่าปีบะ 1.5 องศาเซลเซียส ภายในปี 2573
อย่างไรก็ตาม สหรัฐเป็นประเทศที่ไม่ได้ออกเสียงสนับสนุนมติดังกล่าว แหล่งข่าวระดับสูงในรัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ให้เหตุผลว่า กระบวนการทางการทูต “มีประสิทธิภาพมากกว่า” กระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ” ในการขับเคลื่อนความพยายามร่วมกันของประชาคมโลก เพื่อแก้ไขวิกฤติสิ่งแวดล้อม.
เครดิตภาพ : REUTERS



