สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 7 เม.ย. ว่า นายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ หยุดสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ และเลิกใช้ถ่านหินโดยสิ้นเชิงภายในปี 2583 เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนที่ทำให้สภาพอากาศร้อนขึ้น และจำกัดอุณหภูมิของโลก ไม่ให้เพิ่มขึ้น เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เหนือระดับอุณหภูมิก่อนยุคอุตสาหกรรม

ทว่าจำนวนกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าที่วางแผนไว้ หรืออยู่ระหว่างการก่อสร้างทั่วโลก สูงขึ้นเป็น 537 กิกะวัตต์ เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งดีดตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 479 กิกะวัตต์ ในปีก่อนหน้า โดยจีนมีสัดส่วนคิดเป็น 68% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ตามรายงานของกลุ่มคลังสมอง ที่นำโดยองค์กรติดตามพลังงานโลก (จีอีเอ็ม) ในสหรัฐ

“ยิ่งมีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่เกิดขึ้นมากเท่าไหร่ การลดและภาระผูกพันยิ่งจำเป็นต้องมีมากขึ้นเท่านั้น” นางฟลอรา แชมเปนัวร์ จากจีอีเอ็ม และผู้เขียนนำของรายงาน กล่าว “หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ การเลิกใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่ และโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ จะไม่เกิดขึ้นเร็วพอที่จะหลีกเลี่ยงความโกลาหลด้านสภาพอากาศ”

ในภาพรวม กำลังการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินทั่วโลก เพิ่มขึ้น 19.5 กิกะวัตต์ เมื่อปีที่แล้ว เพื่อชดเชยการปลดโรงไฟฟ้าที่ทำให้การผลิตลดลง 26 กิกะวัตต์ อีกทั้งการปลดโรงไฟฟ้า ยังชะลอตัวจากปีก่อนหน้า เนื่องจากหลายประเทศกลับมาใช้ถ่านหิน เพื่อรับมือกับการจัดหาก๊าซที่ชะงักงัน อันเป็นผลมาจากสงครามในยูเครน

ทั้งนี้ จีนให้คำมั่นว่าจะเริ่มลดการใช้ถ่านหินในปี 2568 และจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูงสุดภายในปี 2573 ก่อนที่จะค่อย ๆ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิให้เป็นศูนย์ ภายในปี 2603.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES