ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์เสด็จไปยังกรุงโกสัมพี ทรงถูกผู้คนซึ่งได้รับการว่าจ้างจาก พระนางมาคันทิยา ผู้ผูกอาฆาตในพระพุทธองค์ ตามด่าประจานเฉพาะพระพักตร์ (ต่อหน้า) ด้วยถ้อยคำชั้นต่ำ หยาบช้า ในทุกที่ทุกแห่งที่เสด็จไป จน พระอานนท์ ทนฟังไม่ไหว ได้กราบทูลพระพุทธองค์ว่าควรจะเสด็จหนีไปเมืองอื่นเสีย
พระอานนท์ กราบทูลแนะนำไปว่า “พระองค์ผู้เจริญอย่าอยู่เลยที่นี่ คนเขาด่ามากเหลือเกิน” …“จะไปไหน อานนท์” พระพุทธเจ้า ทรงตรัสถาม…“ไปเมืองอื่นเถิดพระเจ้าข้า สาวัตถี ราชคฤห์ สาเกต หรือเมืองไหนๆ ก็ได้ที่ไม่ใช่โกสัมพี”…“ถ้าเขาด่าเราที่นั่นอีก ?”…“ก็ไปเมืองอื่นอีก พระเจ้าข้า”…“ถ้าที่เมืองนั้นเขาด่าเราอีก ?”…“ไปต่อไป พระเจ้าข้า”
พระพุทธเจ้าทรงให้ข้อคิดกับพระอานนท์ว่า “มนุษย์เราอยู่ที่ไหน จะไม่ให้มีคนรักคนชังนั้น เห็นจะเป็นไปไม่ได้ เรื่องเกิดขึ้นที่ไหนก็ควรให้ระงับลงที่นั่นเสียก่อน แล้วจึงค่อยไป”
นอกจากการ “ทำใจ” ให้ “เข้าใจ” กับปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว การมองปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยการคิดบวก ก็เป็นอีกวิธีที่น่าสนใจ ดังเรื่องเล่าของ หลวงพ่อพระเทพวิสุทธาจารย์ แห่ง วัดมัชฌิมาวาส อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี หรือเป็นที่รู้จักกันดีว่า “หลวงพ่อดีเน๊าะ”
ตามปกติวิสัยของ ท่านหลวงพ่อดีเน๊าะ นั้น ท่านชอบอุทาน หรือกล่าวคำว่า “ดีเน๊าะ” ไม่ว่าใครจะมาปรึกษาเรื่องอะไร ไม่ว่าเรื่องที่ท่านได้รับฟังนั้นจะเป็นเรื่องดี หรือเรื่องร้ายเพียงใดก็ตาม ท่านหลวงพ่อดีเน๊าะ ก็จะเอ่ยปากอุทานว่า “ดีเน๊าะ”
วันหนึ่งหลวงพ่อถูกโจรใจโหด ซึ่งเคยปล้นฆ่าเจ้าทรัพย์มามากมาย ถือปืนบุกเข้าประชิดตัวหลวงพ่อบนกุฏิ พร้อมทั้งประกาศก้อง “นี่คือการปล้น อย่าได้ขัดขืนนะหลวงพ่อ” หลวงพ่อยิ้มกับโจรอย่างอารมณ์ดี และไม่มีอาการหวาดกลัว ท่านกล่าวกับโจรอย่างนิ่มนวลว่า “ปล้นก็ดีเน๊าะ” โจรชักแปลกใจในคำพูดและท่าทีของหลวงพ่อ โจรพูดว่า “ถูกปล้น ทำไมว่าดีหล่ะหลวงพ่อ” หลวงพ่อตอบว่า “ทำไม่จะไม่ดีหล่ะ ก็ข้าต้องทนทุกข์ทรมานเฝ้าไอ้สมบัติบ้าๆ นี้ตั้งนานแล้ว เอ็งเอาไปเสียให้หมดข้าจะได้ไม่ต้องเฝ้ามันอีก” โจรขู่ว่า “ไม่ใช่ปล้นอย่างเดียว ฉันต้องฆ่าหลวงพ่อด้วย เพื่อปิดปากเจ้าทรัพย์” หลวงพ่อก็ตอบเหมือนเดิม “ฆ่าก็ดีเน๊าะ” โจรแปลกใจจึงถามอีกว่า “ถูกฆ่ามันจะดีได้อย่างไรหล่ะหลวงพ่อ” หลวงพ่อตอบว่า “ข้ามันแก่แล้ว ตายเสียได้ก็ดี จะได้ไม่ทุกข์ร้อนอะไร”
โจรรู้สึกอ่อนใจเลยบอกว่า “ถ้าอย่างนั้นฉันไม่ฆ่าหรอก” หลวงพ่อก็พูดเหมือนเคย “ไม่ฆ่าก็ดีเน๊าะ” โจรถามอีกว่า “ทำไมฆ่าก็ดี ไม่ฆ่าก็ดีอีก” หลวงพ่อตอบว่า “การฆ่ามันเป็นบาป เอ็งจะต้องชดใช้เวรกรรมทั้งชาตินี้และชาติหน้า อย่างน้อยตำรวจเขาจะต้องตามจับเอ็งเข้าคุก เข้าตะราง หรือไม่ก็ถูกฆ่าตาย ตายแล้วก็ยังตกนรกอีก” โจรเลยเปลี่ยนใจ “ถ้าอย่างนั้นฉันไม่ปล้นหลวงพ่อแล้ว” หลวงพ่อก็ตอบอีกว่า “ไม่ปล้นก็ดีเน๊าะ”
มีผู้เล่าต่อมาว่า ในที่สุดโจรคนนั้นก็สำนึกบาป และเข้ามอบตัวกับตำรวจ เมื่อพ้นโทษออกมา ก็ขอให้หลวงพ่อบวชให้และบำเพ็ญศีลภาวนาตลอดมา ส่วนหลวงพ่อมีคนให้ฉายาท่านว่า “หลวงพ่อดีเน๊าะ” มาจนทุกวันนี้
ก่อนแสดงธรรมจบ วัยรุ่นคนหนึ่งที่มาสวดมนต์ข้ามคืน พูดขึ้นว่า “ถ้ามีผู้หญิงคนหนึ่ง เดินในซอยลึกตอนสี่ทุ่ม มีผู้ชายเดินตามหลังมาสามคน ต้องคิดว่าเขามาคุ้มครองเรา ต้องคิดแบบนี้ใช่ไหมครับ ที่เรียกว่าคิดบวก”…“อ้อ แบบนี้ไม่เรียกว่าคิดบวกหรอกครับ”…“อ้าว แล้วคิดแบบไหนครับหลวงพี่”…“คิดโง่โง่!!!”
………………………………………………………….
คอลัมน์ : ลานธรรม
โดย : พระครูปลัดบัณฑิต อินฺทเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสังข์กระจายวรวิหาร
รองประธานเครือข่ายธรรมะอารมณ์ดี



