สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ว่า สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) เผยแพร่แถลงการณ์ของ น.ส.คิม โย-จอง น้องสาวของนายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีใต้ มีเนื้อหาเกี่ยวกับ “ปฏิญญาวอชิงตัน” ซึ่งประธานาธิบดียุน ซอก-ยอล ผู้นำเกาหลีใต้ ลงนามร่วมกับประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ ระหว่างการเยือนกรุงวอชิงตัน ในสัปดาห์นี้ ว่ามีแต่จะทำให้สถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีทวีความตึงเครียด และรัฐบาลเปียงยางต้องยกระดับการป้องปรามนิวเคลียร์ เพื่อเป็นการตอบโต้
สำหรับสาระสำคัญของปฏิญญาวอชิงตัน คือการยกระดับความร่วมมือทางทหารและข่าวกรองระหว่างสหรัฐกับเกาหลีใต้ ที่รวมถึงการจัดตั้ง “กลุ่มที่ปรึกษาด้านนิวเคลียร์” เพื่อให้รัฐบาลโซลสามารถเข้าถึงแผนการการฉุกเฉินที่เกี่ยวข้องของสหรัฐ
North Korea says U.S.-South Korea agreement will worsen insecurity https://t.co/wwqKj0xrtn pic.twitter.com/RN5n4UFytd
— Reuters (@Reuters) April 28, 2023
ขณะที่แม้รัฐบาลวอชิงตันยืนยัน จะไม่มีการประจำการอาวุธยุทโธปกรณ์ และทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี อย่างไรก็ตาม สหรัฐยืนยันการเตรียมส่งเรือดำน้ำติดตั้งขีปนาวุธนำวิถีพลังงานนิวเคลียร์ (เอสเอสบีเอ็น) มาติดตั้งบนคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งจะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ยุคทศวรรษที่ 1980
S. Korea, U.S. unveil "Washington Declaration" to strengthen extended deterrence against N. Korea#Yoon_Biden_Summit #YoonSukYeol #JoeBiden #ROK_US_SUMMIT #SouthKorea_US_summit #joint_statement #Washington_Declaration #Nuclear_Consultative_Group #워싱턴_선언 #핵협의그룹 pic.twitter.com/rM7Z4HjbQZ
— Arirang News (@arirangtvnews) April 27, 2023
ด้านกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียวิจารณ์แผนการดังกล่าวเช่นกัน ว่าจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางความมั่นคงบนคาบสมุทรเกาหลี และจะเป็นการกระตุ้นการแข่งขันสะสมอาวุธระหว่างประเทศขนาดใหญ่ในเอเชีย
อนึ่ง สหรัฐถอนการติดตั้งและการประจำการอาวุธนิวเคลียร์ เมื่อปี 2534 และอีก 1 ปีต่อมา เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ลงนามร่วมกันในข้อตกลง “ไม่ทดสอบ พัฒนา ผลิต รับมอบ ครอบครอง เก็บรักษา ประจำการ และใช้งานอาวุธนิวเคลียร์”.
เครดิตภาพ : AFP



