เหตุผลหลักคือการมุ่งลดโลกร้อนที่นับวันจะยิ่งทวีความร้อนมากขึ้น โดยเฉพาะในไทย ที่ดัชนีความร้อนพุ่งสูงมากกว่า 50 องศาเซลเซียส ร่วมด้วยช่วยแก้ไม่ใช่แค่คนใดคนหนึ่ง ชวนเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ถ้าหากภาคธุรกิจไม่ทำอะไรให้ดีขึ้น จะยิ่งเพิ่มอุณหภูมิความร้อนและทำลายสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งถือเป็นความท้าทายอย่างมากของภาคธุรกิจในยุคนี้

เมื่อเร็ว ๆ นี้ธนาคารยักษ์ใหญ่ของไทย ซึ่งถือเป็นต้นนํ้าที่จะทำให้ภาคธุรกิจได้ปรับตัวและเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนอย่าง ธนาคารกสิกรไทย ได้จัดงานสัมมนา “EARTH JUMP 2023 : New Frontier of Growth” โดยผู้บริหารชั้นนำระดับโลก ชวนภาคธุรกิจก้าวกระโดดสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

เริ่มจากปาฐกถาพิเศษโดย “วราวุธ ศิลปอาชา” รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้พูดถึงปัญหาของ Climate Change หรือปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ ซึ่งเป็นภัยคุกคามสำคัญทางเศรษฐกิจของโลกในระยะยาว ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงมากขึ้นทั่วโลก ประเทศไทยมีความเสี่ยงลำดับที่ 9 ของโลก ที่เกิดภัยพิบัติธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งทำให้เกิดความสูญเสียและได้รับความเสียหาย ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม

ทางด้านแผนงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยกระดับการทำงานและขับเคลื่อนการดำเนินงานที่สำคัญ ทบทวนแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกรายสาขาที่สอดคล้องกับเป้าหมาย NDC ปี 2573 ในภาคพลังงานและขนส่งภาคอุตสาหกรรม ภาคของเสีย และภาคเกษตร พัฒนากลไกตลาดคาร์บอนเครดิตทั้งในและต่างประเทศ การเพิ่มแหล่งกักเก็บและดูดกลับก๊าซเรือนกระจก ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน

นอกจากนี้ กระทรวงอยู่ระหว่างผลักดันร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการยกระดับจาก Voluntary เป็น Mandatory เพิ่มเติมบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดราคาคาร์บอนและกลไกตลาดคาร์บอนเครดิต และเชื่อมั่นในศักยภาพของคนไทย ที่จะไปสู่เน็ตซีโร่ (Net Zero GHG) ต้องเปลี่ยนวิธีคิดวิธีทำทุกอย่างเป็นจริงได้

อีกหนึ่งบุคคลสำคัญแวดวงการเงิน “ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และยังเป็นอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้พูดถึงความท้าทายของภาคธุรกิจในปัจจุบันว่า โลกมีปัญหาที่ท้าทายและอาจฉุดรั้งการพัฒนาในอนาคต แต่ก็เป็นความท้าทายที่เปิดโอกาสใหม่ ๆ ทางธุรกิจ ธุรกิจที่สามารถปรับตามแนวทางแห่งความยั่งยืนได้ ก็จะเพิ่มโอกาสและรายได้ “ใครทำได้ก่อนก็รับโอกาสก่อน”

สิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์จะช่วยในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านนี้คือ เล็งเห็นความสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่สนใจการลงทุนอีเอสจี ซึ่งกำลังเติบโต จึงได้เร่งพัฒนา ESG Data Platform เพื่อรวมศูนย์ข้อมูลสร้างความโปร่งใสและสร้างมาตรฐานอีเอสจีในการเพิ่มโอกาสในการระดมทุน

นอกจากนี้ยังได้ทำงานใกล้ชิดกับบริษัทจดทะเบียน รวมถึงสถาบันที่เป็นตัวกลางในการยกระดับความรู้และคุณภาพการดำเนินกิจการ ซึ่งรวมไปถึงคู่ค้าในห่วงโซ่คุณค่า เพื่อให้เท่าทันการแข่งขัน ในวันนี้ Sustainability ถือเป็น “License to Grow” หรือใบอนุญาตสำคัญให้ธุรกิจมีสิทธิเติบโตในระยะยาวอย่างแท้จริง เพราะเป็นการเติบโตที่ทุกคนต้องการและมีคุณภาพมากกว่าเดิม ควบคู่ไปกับสิ่งแวดล้อม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เหลือเพียงทุกภาคส่วนหันหน้ามาผนึกกำลังลงมือทำเพื่ออนาคต

ในขณะที่ “ขัตติยา อินทรวิชัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย บอกว่าความยั่งยืนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะความยั่งยืนไม่ได้แค่เปลี่ยน Mindset ในการทำธุรกิจ แต่เปลี่ยนวิถีชีวิตของทุกคนความยั่งยืนเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจที่เร่งปรับตัวจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปยอมจ่ายเพื่อสินค้ารักษ์โลก

จากรายงานของแมคคินซี่พบว่า มีกลุ่มธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน 11 กลุ่ม เช่น ขนส่ง อสังหาริมทรัพย์ พลังงาน เกษตร และธุรกิจนํ้ามันและก๊าซ สามารถสร้างรายได้รวมกันมากกว่า 12 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีภายในปี 2573 เพื่อเปลี่ยนผ่านระบบเศรษฐกิจของทั้งโลกไปสู่เน็ตซีโร่ ส่วนคนที่คิดว่ายังอีกไกลก็อาจจะเจอความเสี่ยงจากมาตรการต่าง ๆ โดยเฉพาะมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมต่อการค้าระหว่างประเทศที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น เช่น CBAM ของสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะกลายเป็นข้อจำกัดในการแข่งขันทางธุรกิจ

“การพัฒนาธุรกิจให้เติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างยั่งยืนนั้น ยังต้องการการสนับสนุนอีกมาก โดยเฉพาะเรื่องเงินลงทุนจำนวนมหาศาล ทั้งจากนักลงทุนทั่วไป เวนเจอร์ แคปิตอล ธนาคารและสถาบันการเงินที่ในอนาคตจะเข้ามามีส่วนช่วยเหลือให้ธุรกิจสีเขียวเหล่านี้ เติบโตได้เต็มศักยภาพ โดยการแก้ปัญหาเรื่องความยั่งยืน ไม่ใช่งานของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือกันทุกภาคส่วน ล้วนมีส่วนสำคัญในการช่วยให้โลกใบนี้เปลี่ยนผ่านไปได้”.