วันนี้ (8 พ.ค.) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 1/2566 ได้ติดตามความก้าวหน้า ในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับตาม พ.ร.ก.มารตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 หลังมีผลบังคับใช้ พบว่าสถิติการเกิดคดีออนไลน์ลดลง และสามารถอายัดบัญชีคนร้ายได้มากขึ้น โดยก่อนบังคับใช้ ก.ม. (1 ม.ค.-16 มี.ค. 66) สถิติคดีออนไลน์เฉลี่ย 790 เรื่อง/วัน หลังบังคับใช้ พ.ร.ก. (17 มี.ค.-26 เม.ย. 66) มีคดีเฉลี่ย 661 เรื่อง/วัน หรือลดลงเฉลี่ย 129 เรื่อง/วัน ส่วนการอายัดบัญชี ก่อน บังคับใช้ พ.ร.ก. อายัดได้ทัน 6.5% (ขออายัด 6.9 พันล้านบาท อายัดทัน 449 ล้านบาท) หลังบังคับใช้ อายัดได้ทัน 20% (ขออายัด 527 ล้านบาท อายัดทัน 97 ล้านบาท) อายัดได้เพิ่มขึ้น 13.5%

ส่วนสถิติคดี 5 ประเภทสูงสุด หลังมีการบังคับใช้ ก.ม. คดีต่างๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง อาทิ การหลอกซื้อสินค้า ลดเหลือ 275 เรื่อง/วัน  จากก่อนบังคับใช้ ก.ม. ที่มีคดี 288 เรื่อง/วัน หลอกทำงานออนไลน์ เหลือ 79 เรื่อง/วัน จากเดิม 103 เรื่อง/วัน คอลเซ็นเตอร์ เหลือ 61 เรื่อง/วัน จากเดิม 97 เรื่อง/วัน คดีหลอกให้กู้เงิน เหลือ 36 เรื่อง/วัน จากเดิม 78 เรื่อง/วัน และหลอกให้ลงทุนผ่านระบบคอมพ์ เหลือ 32 เรื่อง/วัน จากเดิม 36 เรื่อง/วัน เป็นผลจากความร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาลดความเสียหายและอาชญากรรมที่เกิดขึ้นให้กับประชาชน

นายชัยวุฒิ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทย ได้เชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านระบบกลาง เมื่อได้รับแจ้งจากผู้เสียหาย จะสามารถยับยั้งธุรกรรมต้องสงสัยได้อย่างรวดเร็ว กระทรวงดีอีเอส สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ปปง. ได้ร่วมสรุปแนวทางบริหารจัดการเพื่อรองรับการบริการผู้เสียหาย สามารถโทรฯ แจ้งให้ธนาคารระงับธุรกรรมที่ต้องสงสัยได้ทันที และยับยั้งการโอนเงินทุกธนาคารที่รับโอนเงินต่อเป็นการชั่วคราว โดยหลังจากแจ้งธนาคารแล้ว ให้ผู้เสียหายแจ้งความกับพนักงานสอบสวนได้ทั่วประเทศ หรือผ่านระบบการรับแจ้งความออนไลน์ภายใน 72 ชั่วโมง นอกจากนี้สำนักงาน กสทช. และผู้ให้บริการโทรศัพท์อยู่ระหว่างกำหนดข้อมูล ที่ต้องสงสัยและจัดเตรียมระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ เพื่อให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลได้เร็วขึ้น เพื่อนำมาใช้ประกอบการดำเนินคดีและจับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้มากขึ้น

นอกจากนี้ กสทช. และผู้ให้บริการโทรศัพท์ยังได้ร่วมกับกระทรวงดีอีเอส ปิดกั้น SMS และเบอร์โทรศัพท์ที่เข้าข่ายหลอกลวงผิดกฎหมายมาอย่างต่อเนื่องอีกด้วย ตั้งแต่วันที่ 27 ก.ย. 64-26 เม.ย. 64 สำนักงาน กสทช. และผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ได้ปิดกั้น SMS/โทรศัพท์หลอกลวง ไปแล้ว 167,616 หมายเลข

สำนักงาน ปปง. ได้แต่งตั้งคณะทำงานกำหนดรายชื่อบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงซึ่งควรได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เป็นผู้พิจารณากำหนดรายชื่อดังกล่าว ขณะนี้มีการกำหนดรายชื่อประเภทรายชื่อบุคคลผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐาน หรือเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคารที่ถูกใช้ในการกระทำความผิดมูลฐาน กรณีพนักงานสอบสวนยังไม่รับเป็นเลขคดีอาญา (รหัส HR-03-2) แล้ว จำนวน 1,581 รายชื่อ และได้แจ้งรายชื่อบัญชีต้องสงสัยให้สถาบันการเงินเพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการทำธุรกรรมการเงินที่อาจสร้างความเสียหายต่อไป จำนวน 988 รายชื่อ

“มั่นใจทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมมือกันในการดำเนินงานแก้ไขปัญหาลดความเสียหายและอาชญากรรมที่เกิดขึ้น บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน จับกุมผู้กระทำความผิด และดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องกับบัญชีม้าและซิมม้ามาลงโทษ ลดโอกาสการก่ออาชญากรรมทางออนไลน์ และบรรเทาการสูญเสียทรัพย์ของประชาชนได้เพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน และย้ำเตือนอีกครั้ง บัญชีม้า ซิมม้า มีโทษแรง คนที่ไปเปิดบัญชีให้คนอื่นใช้ หรือไปลงชื่อใช้ทะเบียนซิมมือถือให้คนอื่นใช้ มีความผิดทุกคนโทษจำคุก 2-5 ปี ปรับ 200,000-500,000 บาท ซึ่งไม่คุ้มกับที่ไปรับจ้างได้เงินเพียง 500-2,000 บาท แต่ต้องมาโดนปรับสูงสุดถึง 500,000 บาท จึงขอเตือนว่า ให้พี่น้องประชาชนทุกคนไปที่ธนาคาร ไปแจ้งยกเลิกบัญชีที่ท่านไปรับจ้างเปิดไว้ และยกเลิกซิมด้วย ไม่เช่นนั้นอาจจะมีความผิด ถ้าตรวจพบในภายหลัง” นายชัยวุฒิ กล่าว