เรียกว่าเป็นอีกนักแสดงมากฝีมือ ที่ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง สำหรับพระเอกหนุ่ม เอส-กันตพงศ์ บำรุงรักษ์ ที่ขอพักงานเพื่อไปเลี้ยงลูกสาว “น้องวาเลนติน่า” ก่อนกลับมารับละครในรอบ 2 ปี อย่าง “เพลิงไพร” ทางช่อง 7HD ที่เพิ่งจบไป กับเรื่องราวสะท้อนความยุติธรรม หยิบสี “ขาวและดำ” ของหน่วยงานภาครัฐ ที่เกี่ยวกับป่าไม้ มานำเสนอผ่านละครแอ๊คชั่น สอดแทรกคำพูดให้คนได้ฉุกคิดเข้ากับยุคสมัย รวมทั้งยังมีอีกบทบาทที่น่าสนใจ กับการเป็นพิธีกรข่าวเต็มตัว โดย “ทอล์คกับเธอ” ทางยูทูบช่อง Dailynews Online มีโอกาสได้พูดคุยกับหนุ่มเอสถึงเรื่องราวต่างๆ ทั้งชีวิตในวงการ พร้อมอัปเดตชีวิตครอบครัวในบทบาทคุณพ่อ รวมทั้งวิธีดูแลความรักและความประทับใจต่อคุณภรรยา คิตตี้-คริสติน่า วิงเคลอร์ รวมถึงจุดเริ่มต้นความรัก นอกจากนี้ยังไม่พลาดเปิดมุมมองของการที่มีลูกแล้ว แต่ก็ยังเป็นพระเอกได้! วันนี้ “บันเทิงเดลินิวส์” พาแฟนๆ มาย้อนบทสัมภาษณ์สุดอบอุ่นนี้ ที่จะทำให้แฟนๆ รู้จักและหลงรักหนุ่ม เอส มากขึ้นกัน

Q : กลับมารับละครในรอบ 2 ปี รู้สึกยังไงบ้าง เคาะสนิมเยอะมั้ย?
เอส-กันตพงศ์ : วันแรกที่กลับไปกองถ่ายก็รู้สึกแปลกเหมือนกันครับ เพราะว่าเราหยุดไปเลี้ยงลูกสองปีกว่าๆ ที่ไม่รับละคร งงๆ นิดนึง ฉากแรกที่ถ่ายก็ยังมีการเคาะสนิม แต่พอถ่ายผ่านไปสักสองสามซีนแรก เราก็รู้สึกคุ้นชิน และโชคดีที่ทีมงานเรื่องนี้ เป็นทีมเดียวกันกับ ‘สารวัตรใหญ่’ เลยไม่ต้องปรับตัวเลย ใช้เวลาแป๊บเดียว หลังจากนั้นความสนุกก็บังเกิด ส่วนความน่าสนใจของ ‘เพลิงไพร’ ที่ทำให้ผมกลับมารับละคร คือปกติถ้าพูดถึงเรื่องความยุติธรรมละครที่ผมเล่นมาก็จะเป็นตำรวจ หรือคนในเครื่องแบบอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อมาเรียกร้องความยุติธรรม แต่ในเรื่องนี้ ‘วิน’ เป็นนักธุรกิจเพลย์บอย ที่ชีวิตปกติไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านี้เลย รู้สึกว่าเรื่องป่าไม้ไกลตัวด้วยซ้ำ ใครจะมีอิทธิพลหรือไม่มี แต่ว่าตัวละครนี้จริงๆ จิตใจเป็นคนดี เลยมีมิติของตัวละคร ที่ให้เราได้พัฒนาการตัวละครในแต่ละตอนไปเรื่อยๆ ครับ เลยรู้สึกว่ามันน่าสนใจและอยากลองเล่นเรื่องนี้ครับ
Q : เป็นอีกครั้งที่ละครนำเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ที่ต้อสู้กับอิทธิพลมืดมานำเสมอ รู้สึกยังไงบ้าง และมีอะไรที่รู้สึกว่าต้องระวังเป็นพิเศษบ้างมั้ย?
เอส-กันตพงศ์ : ในเรื่องนี้สิ่งที่นำเสนอก็มีทั้งมิติเจ้าหน้าที่ป่าไม้และมันก็ไปคาบเกี่ยวถึงผู้มีอิทธิพล ที่ได้รับการอำนวยความสะดวกโดยเจ้าหน้าที่ที่ไม่ดี ทั้งตำรวจและเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่ไม่ดี มันก็คาบเกี่ยวกับหลายหน่วยงานพอสมควร ในเรื่องความระวัง ต้องบอกว่าบทมันเขียนขึ้นมาใกล้เคียงกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นจริง เราต้องยอมรับมันก่อนว่าไม่ใช่ว่าสิ่งนี้ไม่มีในประเทศไทย มันมี เราเคยเห็น เคยได้ยิน บางคนอาจเคยสัมผัสด้วยตัวเองด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เราไม่ได้ปรุงแต่งขึ้นมาเพื่อไปใส่ร้ายใดๆ แต่เรากำลังจะบอกว่า สิ่งไม่ดีมันมีอยู่ แต่มันมีคนดีๆ ในหน่วยงานคุณไง เพราะทุกสังคม ทุกอาชีพมันมีทั้งคนดีและไม่ดี เรากำลังจะนำเสนอทุกมิติและให้ผู้ชมเป็นคนที่เสพสิ่งเหล่านี้ และเขาก็สามารถตัดสินใจได้เองว่าอันนี้มันเป็นละครที่มีการปรุงแต่งเพิ่ม แต่มันใกล้เคียงกับความจริงมากๆ ขนาดไหนครับ

Q : พอได้มาแสดงเรื่องนี้ทำให้เข้าใจเจ้าหน้าที่ป่าไม้ หรือเห็นคุณค่าของป่าไม้มากขึ้นในมิติไหนบ้าง?
เอส-กันตพงศ์ : ผมเป็นคนช่างถามนะครับ พอเข้าไปถ่ายทำ ผมก็จะไปนั่งคุยกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ (หัวเราะ) เป็นยังไง งบประมาณทางรัฐบาลจัดสรรให้เป็นยังไง แต่ละหน่วยงานทำหน้าที่อะไรตรงนี้ เราก็จะอยากรู้ เพราะเราไม่มีโอกาส นี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่ได้เล่นละครที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้เยอะที่สุดแบบนี้ ได้คุยก็รู้สึกว่ามันมีอีกหลายมุม หลายมิติ ที่ถ้าหน่วยงานนี้ได้รับงบประมาณมากกว่านี้ ได้รับกำลังคน กำลังทรัพยากร มันก็น่าจะทำอะไรได้ดีกว่านี้สำหรับหน่วยงานป่าไม้ครับ
Q : อยากให้คนที่ได้ดู “เพลิงไพร” เรื่องนี้ได้ Message อะไรกลับออกไปมากที่สุด?
เอส-กันตพงศ์ : นอกจากความบู๊ความสนุกที่ผมเชื่อมั่นว่ามีเต็มเปี่ยมในเรื่องนี้ สิ่งที่จะได้คือการสะท้อนกลับมามองสังคมของเราว่าเรื่องแบบนี้ ละครแนวนี้ จะทำมากี่ปี มันก็ยังโดนใจคนดู โดนใจในที่นี้ในมุมของผม มีทั้งในแง่ที่ดีและไม่ดีนะครับ มันไม่ดีตรงที่ว่ามันยังมีอยู่ในสังคมนี้ มันยังเป็นสิ่งที่คนเขายังสามารถเทียบเคียงกับประสบการณ์ตัวเองได้ว่าทำไมมันถึงมีเรื่องแบบนี้ทั้งในละครและเรื่องจริง ก็ยังมีอยู่ ส่วนในอีกมิติหนึ่ง ในความดีของมันคือทำให้คนที่ได้ดูแล้ว เขายังสะท้อนว่าตัวละครทำแบบนี้ในละคร ในชีวิตจริง ถ้าเขาเจอสถานการณ์แบบนี้ เขาจะทำแบบตัวละครได้มั้ย ซึ่งถ้าให้ผมพูดตามตรงบางอย่างมันทำไม่ได้ ด้วยความที่เป็นตัวละคร ก็จะมีสิ่งที่ทำเกินจริงไป บางอย่างทำแล้วผิดกฎหมาย มีผลที่ตามมา แต่อันนี้เป็นตัวละครที่เราพยายามให้เห็นว่าคนที่เขาพยายามใช้วิถีทางที่ถูกกฎหมายแล้ว แล้วเขาคิดว่าสิ่งที่เขาพึ่งพิงได้บีบคั้นแล้วมันพึ่งพิงไม่ได้ เลยทำให้ให้เขาใช้วิธีของเขาเองครับ

Q : มาในวันนี้ที่เป็นคุณพ่อแล้ว แต่ยังคงได้รับบทพระเอก รู้สึกยังไง ที่ตอนนี้วงการบันเทิง ณ ตอนนี้เปิดกว้างขึ้น?
เอส-กันตพงศ์ : ผมรู้สึกว่าวงการบันเทิงไทยในมุมของการเปิดกว้างและการยอมรับ เราดีขึ้นเรื่อยๆ นะครับ เราไปในทิศทางที่เหมือนฮอลลีวูดมากขึ้น ในมุมที่ว่าเดี๋ยวนี้นักแสดงมีแฟนได้ ไม่ได้กระทบกับงานที่เป็นพระเอก นางเอก ไม่ได้กระทบกับการที่จะมีความมีชื่อเสียง หรือฐานความนิยมของคุณ ไม่ได้บอกว่ามันหายไปนะครับ ผมใช้คำว่ามันดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากๆ เทียบกับยุค 40-50 ปีที่แล้ว ห้ามบอกมีแฟน มีลูกเด็ดขาด ไม่ต้องไกลถึง 50 ปี ผมว่า 10 กว่าปีแล้วก็ยังไม่ได้เลยครับ มีแฟนต้องเก็บ ทุกวันนี้ก็ยังมีใครสัมภาษณ์เป็นแฟนก็บอกเป็นเพื่อน คุยกัน ศึกษากันอยู่ แต่ผมตั้งแต่เข้าวงการเริ่มแรกเลย แฟนก็บอกว่าแฟน คุยก็บอกว่าคุย เพราะเรารู้สึกว่าถ้าไม่มีใครเริ่ม สังคมก็จะยังไม่ชินกับสิ่งนี้ พอเราเริ่มและมันไม่ใช่สิ่งที่ผิด เพราะเราอยู่ในช่วงอายุ วัยที่ทำงานแล้ว หาเงินเลี้ยงตัวเองได้ เราไม่ได้อยู่ในวัยเรียน ที่ยังมีภาระต้องเรียน ผมว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ผิด สังคมและแฟนคลับเปิดกว้างมากด้วย พอเรามีลูก มีครอบครัว เขาก็ซัพพอร์ตครอบครัวเราด้วย ซัพพอร์ตลูกสาวเราด้วย เราก็รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เราดีใจและมันไปในทิศทางที่ดีขึ้นจริงๆ ครับ ในมุมที่แฟนคลับและสังคมยอมรับในเรื่องแบบนี้ หรือแม้กระทั่งอายุของนักแสดง อายุเฉลี่ย เทียบกับเมื่อก่อนก็จะมากขึ้น ขั้นต่ำก็น้อยลงเหมือนกัน เดี๋ยวนี้ 16-17 ก็มาเป็นพระเอกนางเอกกันแล้ว แต่ว่าคนที่ยังอยู่ยุคอายุ 30 ขึ้นไปก็ยังเป็นพระเอกนางเอกกันอยู่ เมื่อเทียบกับเมื่อสัก 6-7 ปีแล้ว ถ้าเกิน 35 ปีเมื่อไหร่ คุณก็จะไม่ใช่แล้ว แต่ทุกวันนี้ก็จะมีแบบนี้ หรือบางเรื่องพระเอกนางเอก อายุ 40 กว่าเลย ซึ่งเมื่อก่อนเราไม่เคยเห็น อย่างในต่างประเทศเขาให้คุณค่า กว่าจะมาเป็นพระเอกฮอลลีวูดเรื่องหนึ่ง อายุเฉลี่ยส่วนใหญ่ 35 หมดเลย เพราะนั่นคือคุณได้ผ่านทุกบทมาแล้ว การเคี่ยวกรำและบทพิสูจน์มาแล้ว เวลาเราดูหนังฮอลลีวูดก็จะอินมากๆ เพราะคนเหล่านั้นได้ผ่านประสบการณ์มาเป็น 10 แล้ว กว่าจะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นพระเอก หรือนางเอก ผมว่าประเทศเราก็กำลังไปในทิศทางนั้นเหมือนกันครับ


Q : คิดว่าลิมิตในเรื่องอายุ หรือการมีครอบครัวของการเป็นพระเอก ได้โดนทำลายลงไปแล้ว?
เอส-กันตพงศ์ : ใช่ครับ โดยเฉพาะลิมิตกำแพงของคำว่าเพศเลยครับ ผมพูดได้ว่าประเทศไทยน่าจะเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีละครแอลจีบีทีคิวเยอะที่สุด ประเทศอื่นๆ ถ้ามีก็จะผิดกฎหมาย หรือไม่ก็ไมได้รับการซัพพอร์ตจากสังคมหรือรัฐบาล แต่ของเราได้รับการซัพพอร์ตและพูดถึง ดังถึงขนาดไปในประเทศต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ บางเรื่องเรานำหน้าต่างประเทศด้วยซ้ำ ก็เป็นเรื่องที่ดีของอนาคตและทิศทางของวงการบันเทิงไทย
Q : มองเป้าหมายของการเป็นนักแสดงไว้ยังไง?
เอส-กันตพงศ์ : เราโชคดีที่ได้เล่นมาแทบหมดทุกบทบาทที่เราอยากเล่นแล้ว ถ้าในมุมนักแสดงเป้าต่อไปถ้ามีโอกาส เราก็อยากเล่นภาพยนตร์ เรายังไม่เคยเล่นภาพยนตร์ อยากเล่นภาพยนตร์ไทย และอยากเล่นภาพยนตร์ต่างประเทศ อยากไปร่วมงานกับทีมงานต่างประเทศ เพื่อเปิดโลกทัศน์ ทดสอบฝีมือตัวเองว่า ในฝีมือเราโอเคแล้ว ในระดับโลกเราเป็นยังไง เขาคิดว่าเราโอเคหรือเปล่า เราอยากเห็นตัวเองในจุดนั้นครับ

Q : อัปเดตเรื่องครอบครัวบ้าง ณ ตอนนี้กลายเป็นคุณพ่อเต็มตัวแล้ว?
เอส-กันตพงศ์ : เรียกว่ามีความโชคดีในความโชคร้าย ความโชคร้ายคือโควิด ความโชคดีคือการได้ใช้เวลาอยู่กับคุณลูก ตอนนั้นเราก็ของดรับงานก่อน เลยได้เลี้ยงคุณลูกด้วยตัวเอง ตั้งแต่เขาคลอด จนกลับมารับละคร ก็ 2 ปีที่เราเลี้ยงเขามาเต็มๆ ก็สนุกครับ ตอนแรกคิดไว้ว่ายาก มันก็ยากเหมือนอย่างที่คิด (หัวเราะ) แต่ไม่ได้ยากเกินความสามารถ มีความสุขมากกว่าที่คิดไว้เยอะ

Q : ทำไม ณ ตอนนั้นเลือกที่จะหยุดรับละคร เพื่อไปเลี้ยงลูกเต็มตัว ไม่เสียดายหรือกลัวคนอื่นแซงเหรอ?
เอส-กันตพงศ์ : ส่วนตัวค่อนข้างเป็นคนระวังตัว และครอบครัว พอมีลูกปุ๊บเรากลัวเรื่องโควิดมากๆ เลยคิดว่าเพื่อความปลอดภัยของลูก ก็ขออนุญาตช่องว่า ผมยังขอไม่รับละคร จนเห็นสถานการณ์ดีขึ้น จนถึงทุกวันนี้ยังมีรายการของช่องน่ารักมาก ติดต่อมาเรื่อยๆ จะชวน ‘น้องวาเลนติน่า’ มาที่ช่องเพื่อสัมภาษณ์ โควิดมันเหมือนจะหายแต่ก็ไม่ไปซะทีนะ เราก็คุยกันมาหลายเดือนมาก คุยมาเป็นปีแล้ว เลื่อนไปเรื่อยๆ คือเรารู้สึกว่ามันยังร้อยเปอร์เซ็นต์ ยังเป็นห่วงเรื่องนี้นิดนึง แต่โอเค เราฉีดวัคซีนมีภูมิคุ้มกันแล้ว ก็ออกมาทำงานแล้ว แต่ลูกของเราเอาให้ร้อยเปอร์เซ็นต์ก่อน
Q : หลายคนอาจยังไม่เคยรู้ ว่า “คิตตี้” และ “เอส” เริ่มต้นคบหากันมาได้ยังไง?
เอส-กันตพงศ์ : ผมเจอคิตตี้ในยิม เจอเขาเดินผ่านไปมาในฟิตเนส และรู้สึกว่าคนนี้หน้าตาดีจัง อยากจะคุยแต่ไม่กล้า จนเวลาผ่านไปหลายเดือนก็ยังไม่คุยกับเขา จนเขาบินกลับประเทศไป ก็ยังไม่ได้คุยกันเลย รวมแล้วนานเป็นปี จนเขากลับมาอีกที รอบนี้เราเจอเขายืนคุยอยู่กับรุ่นพี่ของเรา เลยรีบเข้าไปสวัสดีรุ่นพี่ (หัวเราะ) เขาต้องแนะนำเราแน่ๆ แหละ และเขาก็แนะนำเรา เขากำลังคุยกันเรื่องโยคะ เราเป็นหมอนรองกระดูกเคลื่อนจากการถ่ายทำละคร มีอุบัติเหตุตั้งนานแล้ว 3-4 ปีก่อนมาคุยกับเขา ซึ่งหมอบอกให้เล่นโยคะมันช่วยได้ เราไม่เคยเล่นเลยสักครั้ง ก็ออกกำลังกาย ก็ไม่ได้เจ็บ พอเขาคุยกันเราก็เลยบอกว่าหมอบอกให้เล่นโยคะ ผมมีปัญหาหลัง พอจะแนะนำได้มั้ย เขาก็แนะนำเสร็จผมก็เดินออกมาเลย ไม่ได้ขอเบอร์หรืออะไร เขาเป็นคนวิ่งตามมาว่าแลกไลน์กันสิ จะได้ส่งคลาสให้ เราก็ได้ ๆ แต่ความจริงฟอร์มในใจ แต่มาคุยกันทีหลัง แฟนก็ถามผมว่าถ้าวันนั้นเขาไม่ได้ขอไลน์จะทำยังไง ผมก็บอกว่าไม่เป็นไร รู้แล้วว่าเป็นเพื่อนรุ่นพี่ เดี๋ยวขอจากรุ่นพี่ได้ (หัวเราะ) และเราก็ไปเล่นโยคะ เข้าแค่สองครั้งเท่านั้น จากนั้นก็ชวนเขาไปทานข้าวดีกว่าและก็ไม่เข้าแล้ว
Q : พอเขารู้ว่าเราเป็นนักแสดง ก็ต้องมีเรื่องข่าว การโดนจับตาอีก เขาอึดอัดมั้ย?
เอส-กันตพงศ์ : ไม่อึดอัดอะไรนะครับ เขาค่อนข้างเข้าใจตรงนี้ได้ดี ส่วนเวลาเข้าฉากกับนักแสดงผู้หญิง เขาก็จะแซวบ้างว่า อื้อหือ! จูบจริงเลยนะ ซึ่งเขาแซวเฉยๆ ไม่ได้มีอะไร เขาเข้าใจการทำงาน อย่างเรื่อง ‘แม่เบี้ย’ เขาก็จะแซวซีนที่เข้าห้องน้ำ ที่พระเอกกำลังสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง คุณภรรยาก็จะแซวว่า โอ้โห! เล่นอย่างนี้เลยเหรอ ซึ่งเขาก็บอกว่า สำหรับเขาที่ต่างประเทศปกติ มันคือมนุษย์คนหนึ่ง ซีนแบบนี้มันก็มี แต่สำหรับเรามันก็ค่อนข้างหวือหวา เราก็คิดว่าคุณภรรยาจะคิดยังไง เขารับได้หรือเปล่า พอมาถามเขา ก็ปกติ
Q : อะไรทำให้มั่นใจว่า คนนี้แหละคือคู่ชีวิต อยากให้เป็นแม่ของลูกเรา?
เอส-กันตพงศ์ : ความเรียบร้อยและเป็นระเบียบของเขา เรารู้สึกว่ามันสามารถเติมเต็มที่เราขาดได้ และความดูแลเอาใจใส่ สิ่งหนึ่งที่เห็นคือมีน้องหมาของคุณภรรยาชื่อ ‘ไรซู’ เป็นหมาที่ฉลาดมาก ซึ่งคุณภรรยาฝึกเองทั้งหมด เราเลยรู้สึกว่าเขาฝึกน้องหมาได้ขนาดนี้ แสดงว่าเขาต้องมีระเบียบวินัย เลี้ยงลูกได้ดี และต้องฝึกทุกอย่างได้ดี แต่อย่างการเลี้ยงคุณลูก มันก็อดไม่ได้ มีความคิดเห็นของเราที่สอดแทรก เถียงเขาไป เขาก็ย้อนกลับมา ‘ยูไว้ใจไอไม่ใช่เหรอ เรื่องเหล่านี้’ ก็คิดว่าก็จริง ยอมครับ


Q : ตอนนี้ “น้องวาเลนติน่า” อายุจะ 3 ขวบแล้ว เลี้ยงยากง่าย ยังไงบ้าง?
เอส-กันตพงศ์ : ก็ตามเด็กทั่วไป แต่เพียงแค่น้องมีเอนเนอร์จี้เยอะ อารมณ์ดี ขี้เล่น ขี้แกล้ง ชอบหยอกคนอื่น ด้วยความที่เอนเนอร์จี้เยอะ คุณภรรยาก็จะปวดหัว เพราะเขาจะเป็นคนนิ่งๆ เรียบร้อย แต่ผมและคุณลูกเอนเนอร์จี้เยอะ ‘ไรซู’ ก็เอ็นเนอร์จี้เยอะ อยู่บ้าน 3 คนนี้ก็จะวิ่งไล่กัน คุณภรรยาก็นั่งบนโซฟานิ่งๆ แล้วก็มอง อาจมียกมือถือมาถ่ายบ้าง (ยิ้ม) เป็นโมเมนต์ที่สนุก
Q : การได้มีลูก เป็น “คุณพ่อ” มันได้เติมเต็ม หรือมีความหมายกับชีวิตของเรายังไง?
เอส-กันตพงศ์ : มากๆ เลยครับ ผมรู้สึกว่ามันทำให้เรารู้ว่าเรายังบกพร่องอะไรอีก ซึ่งบางเรื่องเราคิดไม่ถึงในความบกพร่องนั้น โดยเฉพาะพอผู้ชายมีลูกสาว ผมเชื่อว่าทุกคนคงอยากให้ลูกสาวเห็นตัวเองเป็นต้นแบบในการที่เขาจะมีสามีในอนาคต เขาควรจะมียังไง เพราะฉะนั้นคนเป็นพ่อก็ต้องทำเป็นแบบอย่างที่ดีให้เขาดูก่อน ไม่อย่างนั้นเขาจะไม่รู้ว่าแบบอย่างที่ดี ที่หนูควรหาคู่ครองในอนาคตต้องเป็นยังไง ความรักที่เราต้องให้กับเขา ให้กับคุณภรรยา สิ่งที่เราทำต่อคนรอบข้าง เขาสังเกตหมด โดยเฉพาะอายุเท่านี้ 2-6 ขวบ เป็นช่วงจดจำเลย เพราะฉะนั้นเราก็รู้สึกว่าเราต้องพัฒนาข้อด้อยของเราให้มันได้ดีขึ้นไปอีกครับ
Q : แล้วเป็นคุณพ่อที่หวงลูกสาวมากมั้ย?
เอส-กันตพงศ์ : แรกๆ มีห่วงมากกว่าครับ ในเวลาที่วิ่งเล่น กลัวเขาล้ม แต่คุณภรรยาบอกว่าเราต้องให้เขาล้ม ให้เขาเล่น เขาจะได้กล้าและมีภูมิคุ้มกันไปในอนาคต เขาวิจัยมาว่าเด็กที่เล่นแล้วคุณพ่อคุณแม่สอนไม่ใช่สั่งห้าม ห้ามปีนตรงนั้น เดี๋ยวตกลงมา อันตราย คำพูดเหล่านี้จะทำให้เขาเป็นคนไม่กล้าในอนาคต ไม่กล้าตัดสินใจและแก้ปัญหาไม่เป็น แทนที่เราจะพูดแบบนั้น เราควรพูดว่าอันนี้อันตราย ถ้าเดินบนขอบโต๊ะ ต้องจับแน่นๆ หรือเดินบนโซฟา มันสูงนะ ลูกลงมั้ย โซฟาไว้สำหรับนั่ง ไม่ใช่ยืน สิ่งที่ไม่ได้อันตรายถึงชีวิตให้เขาเล่นได้ แต่ถ้าคอขาดบาดตาย อันตรายถึงชีวิตก็ต้องห้ามเด็ดขาด ต้องบอกอย่างชัดเจนว่าอันนี้ไม่ได้ครับ
Q : มีลูกแบบนี้ ทำให้ต้องเลือกรับบทบาทต่างๆ มากขึ้นมั้ย หรือมีลิมิตในการแสดงรึเปล่า เช่น เลิฟซีน?
เอส-กันตพงศ์ : คงเป็นเรื่องฉากที่มันอันตราย เสี่ยงตายมากกว่าครับ เพราะก่อนหน้านี้ผมเล่นบู๊เป็นหลัก และเราเล่นเองทุกฉาก เราก็พยายามไม่รับซีนเหล่านี้ ถ้าเล่นก็เล่นให้น้อยคัตที่สุด แต่พอเอาเข้าจริงๆ มันน้อยคัตไม่ได้ ด้วยมุมมกล้องต่างๆ เราก็ทำให้ ณ ตรงนั้นดีที่สุด ถ้าเลือกได้ ฉากเสี่ยงตายเหล่านี้เราคงเล่นให้น้อยลง แต่บู๊ที่อยู่ในขอบข่าย เราควบคุมมันได้ก็คงทำเหมือนเดิมครับ ส่วนเลิฟซีนคุณภรรยาและเราก็ไม่ได้ติดอะไร เลิฟซีนถ้ามันเป็นไปตามทิศทางของบท อารมณ์ของตัวละคร มันนำไป รักเขาสุกงอมมากๆ จนเขาต้องจูบกันหรือมีเลิฟซีน ผมว่าไม่แปลก

Q : เห็นบางคู่พอมีลูก ความหวานของสามีภรรยาจะลดลง คู่เราเป็นมั้ย มีวิธีเติมหวานยังไง?
เอส-กันตพงศ์ : มันโดนแบ่งไปเยอะเลยครับ ช่วงแรกๆ เราลืม มีคนบอกผม เป็นคำสอนที่ดีมาก บอกว่าตอนนี้หน้าที่ของผมและภรรยาคือ เราเป็นคุณพ่อและคุณแม่แล้ว แต่อย่าลืมหน้าที่สามีภรรยานะ เพราะนั่นจะเป็นปัญหาที่ทำให้คู่ชีวิตเลิกกัน บอกตามตรงบางครั้งเราก็ลืม เพราะโฟกัสที่ลูกอย่างเดียว มันทำให้เราทะเลาะกัน ไม่เข้าใจ เพราะต่างคนต่างหวังดีกับลูก ก็จะมีวิธีของตัวเอง เลยทำให้อารมณ์มันขึ้นจากเรื่องของลูก มันก็เลยพาลไปที่เรื่องอื่นด้วย ซึ่งเราก็พยายามเตือนสติกัน พอโกรธหรืองอนก็จะมาคุยกันและพยายามหาเวลา ตอนนี้เราก็ตั้งใจว่าอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง หรือเดือนละครั้ง ต้องมีเวลาของเราสองคน เพราะตอนนี้ลูกโตพอแล้วที่จะฝากคุณปู่คุณย่าได้ และเราก็ไปเที่ยว หรือทานข้าวกันสองคนครับ
Q : มีแพลนมีลูกคนที่ 2 หรือยัง?
เอส-กันตพงศ์ : ผมยังไม่ได้มองแต่ไม่ได้มีปัญหาในการมี ถ้ามีก็โอเค ซึ่งเมื่อก่อนมุมมองการมีลูกของเราไม่ได้เป็นคนอยากมีลูกเลย แต่คุณภรรยาเป็นคนรักการมีลูก อยากมีลูกมากๆ จนเรามีด้วยกันคือ ‘วาเลนติน่า’ ก็คิดว่ารอสักพักมั้ย ให้เข้าที่ ลูกอายุ 2 ขวบ กำลังซนเลย เขารู้สึกว่ายังใช้พลังไปเยอะ พลังงานยังไม่กลับมาเลย ผมไม่ติดแต่เรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับคุณภรรยา เพราะเขาเป็นคนอุ้มท้อง อยู่กับลูก 9 เดือน ซึ่งตอนแพ้ท้อง ก็แพ้เยอะ คงมีภาพจำตรงนี้อยู่


Q : ท้ายสุดด้วยความที่ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม เคล็ดลับในการดูชีวิตคู่ของเรา คืออะไร?
เอส-กันตพงศ์ : ต้องคุยกันครับ ด้วยความที่มันต่างวัฒนธรรมกันมากๆ ถ้าไม่คุยเดี๋ยวมันจะเป็นปัญหา ต้องแชร์กัน และคุยกันแบบตรงๆ เปิดอกเลย อย่างเรื่องความเป็นระเบียบ ด้วยความที่คุณภรรยาเป็นคนเยอรมันเขาขึ้นชื่อเรื่องความเป็นระเบียบ เราชอบเขาเพราะเรื่องนี้ เพราะเรารู้ว่าระเบียบเราไม่ได้ดี อยู่ที่บ้านข้าวของเรามีพี่เลี้ยงดูแล โตมามันก็ไม่เป๊ะในสิ่งเหล่านี้ ทำให้เวลาเราอยู่ด้วยกัน มันมีปัญหาในบางครั้ง ในสิ่งที่เราทำแล้วรู้สึกว่าอันนี้ไม่เป็นระเบียบ ก็ต้องคุยตรงๆ นี่คือมาตรฐานที่เราทำมาตลอด มาตรฐานยูสูงเท่านี้ ส่วนเราสูงเท่านี้ ถ้าคิดว่าเราสามารถคบกันไปได้ดีในอนาคต ก็ขอเวลาหน่อย จะพยายามทำให้ไปถึงมาตรฐานตรงนั้น ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ดีครับ เราเคยคุยได้แค่เดือนสองเดือนแรก ผมขอห่างกับเขา เพราะเรารู้สึกว่ายิ่งคุยเดี๋ยวเขายิ่งเครียด ต่างคนมันรู้สึกว่าต่างเหลือเกิน ขอเว้นระยะมาทบทวนหน่อย ด้วยความต่างกันนี่แหละเป็นเหตุให้มาคุยกันว่าเรายังรักกันอยู่ใช่มั้ย ในเมื่อเรายังรักกัน เราก็จะพยายามทำให้สแตนดาร์ดเราขึ้นไปถึงยู แต่มันไม่สามารถทำได้ชั่วข้ามคืน เราเป็นแบบนี้มา 20-30 ปี มันต้องใช้เวลา และเวลาที่ใช้ไม่รู้ว่าใช้นานไหน แต่สัญญามันต้องดีขึ้นแน่นอน เพราะเราตั้งใจว่าอยากให้มันดีขึ้น เขาก็โอเคและบอกว่าจะลดความเป๊ะของเขาลงมา ซึ่งเรายังต้องปรับจูนกันตลอดเวลา แม้กระทั่งวันนี้ก็ตามครับ ก็ต้องยอมรับกันและต้องฟังโดยไม่ตัดสิน อันนี้สำคัญมากเลย ไม่ตัดสิน คืออย่าฟังโดยตั้งธงว่าสิ่งที่ฉันคิดและทำมันถูก แต่ต้องฟังเขาว่าทำไมเขาถึงมีมุมมองแบบนี้ โดยเอาตัวเราออกมา อย่าฟังว่านี่คือปัญหาของเรา ไม่อย่างนั้นเราก็จะรู้สึกว่าฉันไม่ผิด พูดจบหรือยัง อยากเถียงกลับ มันก็จะไปไม่รอด โดยเฉพาะคนที่มาจากต่างภาษา ต่างวัฒนธรรมกันครับ
นี่คือทั้งหมดของความเป็น “เอส-กันตพงศ์” อีกหนึ่งพระเอกหนุ่มที่หัวสมัยใหม่ ก้าวทันโลก และเขายังทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งในฐานนะ “นักแสดง” และ “หัวหน้าครอบครัว” จริงๆ
คลิปสัมภาษณ์จัดเต็ม “เอส” อัปเดตชีวิต “คุณพ่อ” เปิดมุมมองมีลูก ก็เป็นพระเอกได้! | ทอล์คกับเธอ เดลินิวส์ 03/03/66











