วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณชายแดนไทย จังหวัดสุรินทร์ จากผืนดินชายแดนที่เคยเต็มไปด้วยร่องรอยความขัดแย้งและค่ายอพยพในช่วงสงคราม วันนี้ หมู่บ้านทับทิมสยาม 04 หมู่ 10 ตำบลเทพรักษา อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ได้พลิกฟื้นกลายเป็นชุมชนต้นแบบด้านการเกษตรและการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามแนวพระดำริของ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ ซึ่งทรงมุ่งหวังให้ราษฎรชายแดนมีที่อยู่อาศัย มีที่ทำกิน และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่มั่นคง

พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นศูนย์อพยพชาวกัมพูชา “SITE B” (ไซต์บี) ระหว่างปี พ.ศ. 2518-2535 รองรับผู้หนีภัยสงครามจำนวนมาก ก่อนที่ในปี พ.ศ. 2535 ภายหลังการส่งชาวกัมพูชากลับประเทศ พระองค์ได้เสด็จพร้อมหน่วยแพทย์ออกตรวจรักษาประชาชนตามแนวชายแดน และทรงทอดพระเนตรเห็นความยากลำบากของราษฎรไทย จึงมีพระดำริให้จัดตั้ง “โครงการทับทิมสยาม 04” เพื่อฟื้นฟูพื้นที่และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี พื้นที่กว่า 2,463 ไร่ ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดสรรที่ดินทำกิน การก่อสร้างบ้านพักอาศัย การพัฒนาแหล่งน้ำ และการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร โดยมีกองกำลังสุรนารีร่วมดูแลความมั่นคงและสนับสนุนการพัฒนาในพื้นที่ชายแดน

ปัจจุบัน หมู่บ้านทับทิมสยาม 04 ได้กลายเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์และการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ ชาวบ้านหันมาทำการเกษตรสมัยใหม่ ปลูกผักสวนครัว เลี้ยงวัว ปลูกไม้ผล และพืชเศรษฐกิจหลากหลายชนิด ทั้งผักสาบ ทุเรียน และมะละกอ สร้างรายได้ควบคู่ไปกับการลดรายจ่ายในครัวเรือน

อีกหนึ่งแนวคิดที่ได้รับความสนใจ คือแนวทางของ นางศิริพร ชาวสวน วัย 65 ปี เจ้าของบ้านเลขที่ 63 ในโครงการบ้านทับทิมสยาม 04 เปิดเผยว่า ตนเข้ามาอาศัยอยู่ในโครงการตั้งแต่รุ่นที่ 3 ราวปี พ.ศ. 2540 และยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริเรื่อยมา

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตนประกอบอาชีพเกษตรผสมผสาน ทั้งเลี้ยงวัว เป็ด ไก่ ปลา กบ รวมถึงปลูกพืชหลังบ้านหลากหลายชนิด และพืชเศรษฐกิจที่กำลังได้รับความนิยมอย่าง “ผักสาบ” เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนให้ครอบครัว

นางศิริพร เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการเลี้ยงไก่งวง เกิดจากการศึกษาหาความรู้ผ่านอินเทอร์เน็ต ก่อนตัดสินใจทดลองเลี้ยงรุ่นแรก โดยสั่งซื้อออนไลน์มา 1 คู่ ราคา 1,500 บาท ในช่วงเกิดเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา รอบแรกเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2568 เพื่อให้หลานชายได้ฝึกเลี้ยงสัตว์และสร้างวินัย

หลังจากสถานการณ์คลี่คลายและกลับจากการอพยพ ตนจึงสั่งเพิ่มอีก 1 คู่ กระทั่งไก่งวงเริ่มเติบโตเต็มวัย ออกไข่ และสามารถขยายพันธุ์ได้เอง ปัจจุบันภายในบ้านมีไก่งวงรวมเกือบ 100 ตัว หลายรุ่นหลายขนาด และมียอดสั่งซื้อทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง จนแทบเพาะพันธุ์ไม่ทันขาย

“ไก่งวงเลี้ยงง่าย กินน้อยกว่าไก่บ้าน โตเร็ว และคุ้มทุนมาก” นางศิริพร กล่าว พร้อมมองว่าการเลี้ยงไก่งวงเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สอดคล้องกับแนวทางของโครงการทับทิมสยาม ที่มุ่งให้ชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน