ความขัดแย้งเรื่องที่ดินทำกินระหว่างรัฐกับประชาชนบริเวณแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 6 ทศวรรษ แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ที่ผ่านมา คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติได้มีมติเห็นชอบให้ปรับปรุงแนวเขตอุทยานฯ เพื่อคืนสิทธิให้กับประชาชน โดยเตรียมเพิกถอนพื้นที่อุทยานฯ รวมประมาณ 155,865 ไร่ ส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปจัดสรรสิทธิทำกิน ท่ามกลางการจับตาอย่างใกล้ชิดจากสังคมว่ามตินี้จะรักษาสมดุลของผืนป่ามรดกโลกและป้องกันกลุ่มทุนสวมสิทธิได้จริงหรือไม่?
-ด่วน! บอร์ดอุทยานฯ มีมติเฉือนป่าอุทยานฯ ทับลาน 155,865 ไร่ ให้ ส.ป.ก.
ย้อนรอยความขัดแย้งนานนับ 50 ปี และจุดกำเนิดแผนที่กลาง “One Map”
ชนวนเหตุของข้อพิพาทป่าทับลานเกิดขึ้นจากการประกาศแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานในปี พ.ศ. 2524 ซึ่งไปประกาศทับซ้อนกับพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยเดิมของประชาชน รวมถึงพื้นที่ที่หน่วยงานของรัฐเคยจัดสรรให้ผ่านโครงการต่างๆ ไว้ก่อนแล้ว
ความขัดแย้งที่ลากยาวมานานหลายสิบปีนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนหลายหมื่นคนในพื้นที่ 2 จังหวัด 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอวังน้ำเขียว, อำเภอเสิงสาง, อำเภอครบุรี และอำเภอปักธงชัย ของจังหวัดนครราชสีมา และอำเภอนาดี ของจังหวัดปราจีนบุรี

มุมมองจาก 3 ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
“นายสุชาติ ชมกลิ่น” รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า “นี่คือการคืนความเป็นธรรมให้ประชาชนที่ยากไร้และอยู่มาก่อนการประกาศเขตอุทยานฯ รัฐบาลไม่ได้ละเลยผืนป่า แต่เป็นการแก้ไขปัญหาระบบที่หมักหมมมา 50 ปีอย่างเป็นระบบ”
ขณะที่ทางด้าน “รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล” ได้แสดงความชื่นชมการตัดสินใจของรัฐบาล โดยชี้ว่าเป็นความเด็ดขาด รวดเร็ว และเป็น “ของแท้” ที่กล้าตัดสินใจเข้ามาแก้ปัญหายืดเยื้อ 60 ปี ซึ่งจะช่วยลดข้อพิพาทและความขัดแย้งระหว่างภาครัฐและประชาชนลงได้อย่างสำคัญ อย่างไรก็ตาม ทางด้าน “นายภาณุเดช เกิดมะลิ” ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เผยว่าเห็นด้วยกับการแบ่งกลุ่มพื้นที่เพื่อการจัดการ แต่ยังมีข้อกังวลในหลายจุด เช่น มาตรการตรวจสอบและคัดกรองผู้ที่จะได้รับสิทธิ ส.ป.ก. ว่าจะป้องกันกลุ่มทุนได้จริงหรือไม่ รวมถึงกรอบเวลา 6 เดือนในการพิสูจน์สิทธิกลุ่มที่ 4 ที่อาจจะสั้นเกินไป และผลกระทบต่อเส้นทางเดินและพื้นที่เชื่อมต่อของสัตว์ป่าในผืนป่ามรดกโลก

ยืนยัน “ไม่กระทบสถานะมรดกโลก”
แม้จะมีการเพิกถอนพื้นที่ป่าออกไปกว่า 1.5 แสนไร่ แต่ภาครัฐยืนยันว่าป่ามรดกโลก “ดงพญาเย็น-เขาใหญ่” จะไม่ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน โดยเตรียมมาตรการรองรับไว้ 3 ด้านหลัก ดังนี้
1.ขยายพื้นที่อุทยานทดแทน กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับกรมป่าไม้ จะทำการสำรวจและเตรียมประกาศผนวกพื้นที่ป่าสมบูรณ์เพิ่มเติมเข้าไปอีกประมาณ 86,966.29 ไร่ เพื่อให้ภาพรวมของพื้นที่ป่าอนุรักษ์ไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
2.กำหนดแนวกันชน (Buffer Zone) สร้างพื้นที่กันชนเพื่อป้องกันผลกระทบและดูแลระบบนิเวศโดยรอบของกลุ่มป่ามรดกโลกให้มีความสมบูรณ์คงเดิม
3.คัดกรองเข้มงวดสกัดกลุ่มทุน ส.ป.ก. ยืนยันว่าจะจัดสรรที่ดินที่ได้รับการส่งมอบนี้ให้กับเกษตรกรตัวจริงเท่านั้น เพื่อป้องกันปัญหาการเปลี่ยนมือที่ดินไปเป็นของกลุ่มทุน หรือการนำไปสร้างรีสอร์ทผิดวัตถุประสงค์
ไม่มีนิรโทษกรรม ขีดเส้นตาย “กลุ่ม 4” ภายใน 6 เดือน
เพื่อสร้างความโปร่งใสและไม่เอื้อประโยชน์แก่ผู้กระทำความผิด มติในครั้งนี้มาพร้อมกฎเหล็กและกรอบเวลาที่ชัดเจน ทั้ง “คดีบุกรุกป่าเดินหน้าต่อไม่มีขอยกเว้น” สำหรับพื้นที่ใดที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดีทางกฎหมายและคดียังค้างอยู่ในชั้นศาล จะไม่มีการนิรโทษกรรมหรือรับรองสิทธิใดๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างต้องดำเนินไปตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเด็ดขาด
และที่สำคัญ คือการ “ขีดเส้นตาย 6 เดือนพิสูจน์สิทธิกลุ่ม 4” กำหนดกรอบเวลาการลงพื้นที่จริงเพื่อตรวจสอบและพิสูจน์สิทธิประชาชนในพื้นที่สีชมพู (กลุ่มที่ 4) จำนวนประมาณ 5,200 ราย ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 6 เดือน เพื่อความรวดเร็วและชัดเจนในการขีดเส้นแนวเขตบนพื้นที่จริงตามแผนที่ One Map

ประเด็นสำคัญที่ประชาชนต้องจับตาต่อจากนี้
เมื่อมติของคณะกรรมการอุทยานฯ ผ่านพ้นไป ขั้นตอนต่อจากนี้ที่สังคมต้องช่วยกันติดตามอย่างใกล้ชิดคือ “ก้าวต่อไปของ สคทช.” การเตรียมนำเรื่องเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาทบทวนมติเดิมตามแนวทางปรับปรุงใหม่
“ผลตรวจสอบพื้นที่สีชมพู” การพิสูจน์สิทธิประชาชนกลุ่มที่ 4 กว่า 5,200 ราย บนเนื้อที่แสนกว่าไร่ ว่าจะเสร็จสิ้นและโปร่งใสจริงตามเป้าหมาย 6 เดือนหรือไม่ “การประกาศป่าทดแทน” การนำพื้นที่ป่าสมบูรณ์อีกกว่า 86,966 ไร่ เข้ามาผนวกเป็นเขตอุทยานฯ เพิ่มเติมว่าจะเกิดขึ้นจริงและรวดเร็วเพียงใด รวมไปถึง “ความโปร่งใสในคดีค้างเก่า” การดำเนินคดีบุกรุกป่าและรีสอร์ทในชั้นศาล เพื่อพิสูจน์ว่ารัฐบาลไม่ได้ใช้โอกาสนี้เอื้อประโยชน์หรือปลดล็อกคดีความให้แก่นายทุนรายใหญ่
สิ่งที่สำคัญของการจัดการที่ดินบนข้อพิพาท “อุทยานแห่งชาติทับลาน” ไม่ใช่เพียงแค่การขีดเส้นบนผืนดินเท่านั้น แต่การแก้ไขปัญหา ย่อมต้องอาศัยทั้งกฎหมายและหลักรัฐศาสตร์ควบคู่กันไป เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือให้คนและป่าสามารถพึ่งพาและอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนแท้จริง โดยไม่ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนใดๆ หรือไม่?..
ขอบคุณภาพจาก อุทยานแห่งชาติทับลาน – Thap Lan National Park



