เมื่อวันที่ 14 ก.ค. นายธนา อุชาดี อธิบดีอัยการภาค 3 เปิดเผยว่า ได้ติดตามสถานการณ์เหตุเพลิงไหม้ภายในสถานประกอบการย่านลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ในพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน อย่างใกล้ชิด หลังเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ตามที่สื่อมวลชนได้นำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่องตลอดสองวันที่ผ่านมา
จากการตรวจสอบข้อมูลล่าสุด พบว่าผู้เสียชีวิตบางรายมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานอัยการภาค 3 ได้แก่ จ.ชัยภูมิ ยโสธร อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และอาจรวมถึงจังหวัดอื่น ๆ หากมีการยืนยันข้อมูลเพิ่มเติมในภายหลัง

อธิบดีอัยการภาค 3 จึงได้สั่งการให้พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมาย รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดดังกล่าว เร่งลงพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบเหตุและครอบครัว ทั้งด้านการให้คำปรึกษาทางกฎหมาย การแนะนำสิทธิที่พึงได้รับ การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการให้กำลังใจแก่ญาติของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ พร้อมทั้งให้สรุปรายงานผลการดำเนินงานเสนอต่อสำนักงานอัยการสูงสุดต่อไป
นายธนา กล่าวว่า เหตุการณ์สาธารณภัยร้ายแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในพื้นที่ภาค 3 และพื้นที่อื่นของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเหตุเครนถล่มใส่ขบวนรถไฟในอำเภอสีคิ้ว จ.นครราชสีมา เหตุรถยนต์พุ่งชนพระภิกษุจนมรณภาพหลายรูป รวมถึงเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ ซึ่งล้วนเป็นเหตุการณ์ที่มีการประสานความช่วยเหลือทางกฎหมายในเบื้องต้นแล้ว
เหตุการณ์เพลิงไหม้ที่มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับระบบการช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนให้มีความรวดเร็ว เหมาะสม และต่อเนื่อง

เรื่องดังกล่าว นายธนา ได้หารือร่วมกับนายประยุทธ เพชรคุณ อธิบดีอัยการภาค 4 และคณะพนักงานอัยการหลายท่าน โดยมีความเห็นร่วมกันว่า ควรผลักดันการจัดตั้ง ศูนย์ช่วยเหลือทางกฎหมายสำหรับผู้ประสบภัยสาธารณะ ทั้งกรณีที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์และภัยพิบัติทางธรรมชาติ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว
แนวคิดดังกล่าวจะพัฒนาเป็นระบบ OAG Center AI ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นศูนย์ข้อมูลทางกฎหมายแบบอัตโนมัติ ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบสิทธิทางกฎหมายได้แบบ Real-Time ตั้งแต่สิทธิขั้นพื้นฐาน สิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ขั้นตอนการดำเนินการทางกฎหมาย การจัดการทรัพย์มรดกของผู้เสียชีวิต ตลอดจนข้อมูลเชิงลึกที่เกี่ยวข้องกับแต่ละเหตุการณ์
นอกจากนี้ระบบดังกล่าวจะเชื่อมโยงฐานข้อมูลและประสานการทำงานกับหน่วยงานสำคัญ อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) บริษัทประกันชีวิต กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกระทรวงมหาดไทย เพื่อจัดทำฐานข้อมูลกลางด้านการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเป็นระบบและครบวงจร

อธิบดีอัยการภาค 3 ระบุว่า แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของสำนักงานอัยการสูงสุดในการบูรณาการความร่วมมือในกระบวนการยุติธรรมเพื่อประโยชน์ของประชาชนและจะจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อผู้บังคับบัญชา เพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนาระบบ OAG Center AI ให้เป็นรูปธรรมในอนาคตอันใกล้



