วันที่ 14 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงโครงการข้าวแกงไทยช่วยไทย 40 บาท ว่า ยืนยันโครงการดังกล่าวยังไม่ได้ยกเลิก แต่ขอชะลอเพื่อทบทวนรูปแบบ ราคา และผลกระทบให้รอบด้านก่อน โดยแนวคิดโครงการนี้ เกิดจากความตั้งใจดูแลค่าครองชีพประชาชน โดยเฉพาะคนหาเช้ากินค่ำและผู้มีรายได้น้อยที่ต้องพึ่งอาหารจานเดียวในชีวิตประจำวัน หลังพบว่า แม้ราคาน้ำมันเริ่มลดลง แต่ราคาอาหารที่ปรับขึ้นไปแล้วกลับไม่ลดลงตามง่าย โดยเฉพาะข้าวแกง ซึ่งเป็นอาหารหลักของคนทำงานจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนข้าวแกงไม่ได้มีเฉพาะน้ำมันหรือวัตถุดิบ แต่ยังมีค่าเช่าที่ ค่าแก๊สหุงต้ม ค่าแรง ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าขนส่ง หลายส่วนอยู่นอกเหนืออำนาจดูแลโดยตรงของกระทรวงพาณิชย์ ขณะที่ภารกิจหลักของกระทรวงคือดูแลราคาวัตถุดิบและสินค้าจำเป็นไม่ให้ปรับขึ้นเกินสมควรตามโครงสร้างต้นทุนจริง
นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าโครงการไทยช่วยไทยมาตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 69 เพื่อดูแลสินค้าอุปโภคบริโภคและวัตถุดิบสำคัญ โดยระหว่างนี้ได้ให้กรมการค้าภายในประสานวัตถุดิบราคาประหยัดเข้าสู่ร้านอาหาร ตลาดสด และเครือข่ายในพื้นที่ ซึ่งเป็นส่วนที่กระทรวงสามารถดำเนินการได้ทันที
สำหรับแนวคิดข้าวแกงไทยช่วยไทย เดิมพิจารณาจากฐานร้านค้าในระบบถุงเงินของธนาคารกรุงไทยกว่า 2 แสนร้าน หากร้านใดสมัครใจเข้าร่วม รัฐอาจสนับสนุนเงินช่วยเหลือ เช่น 3,000-5,000 บาท เพื่อจัดทำเมนูทางเลือกในราคาประมาณ 40 บาท โดยไม่ใช่การบังคับร้านค้าทั่วประเทศให้ขายราคาเดียวกัน
นางศุภจี กล่าวว่า ราคา 40 บาท มาจากการสำรวจราคาข้าวราดแกงทั่วไปที่อยู่ราว 50-60 บาท จึงมองว่าอาจเป็นทางเลือกช่วยคนรายได้น้อยได้จริง แต่เมื่อมีความเห็นหลากหลาย จึงต้องขอทบทวน เพื่อไม่ให้มาตรการไปบิดเบือนกลไกตลาด หรือทำให้ร้านค้าส่วนใหญ่ที่ไม่ได้รับสิทธิเสียเปรียบ
“การชะลอโครงการไม่ใช่การถอยหรือเลิกคิดช่วยประชาชน แต่เป็นการดูจังหวะและรูปแบบที่เหมาะสม หากในอนาคตต้นทุนพลังงานหรือค่าครองชีพกลับมากดดันหนัก โครงการลักษณะนี้อาจเป็นเครื่องมือช่วยคนตัวเล็กได้ หลายมาตรการอาจไม่ถูกใจคนทุกกลุ่ม แต่สำหรับคนในไซต์งานก่อสร้าง คนอยู่ไกลตลาดใหญ่ หรือคนหาเช้ากินค่ำ ส่วนต่างไม่กี่บาทต่อมื้อคือเรื่องสำคัญ รัฐบาลยังต้องมองเห็นคนกลุ่มนี้และทำงานต่อไปเพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงเขาให้ได้”



