ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มกำลังเผชิญโจทย์ที่ซับซ้อนขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้น กำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็ว ห่วงโซ่อุปทานที่เปราะบาง รวมถึงประเด็นด้านความยั่งยืนที่เข้ามามีผลต่อการดำเนินธุรกิจและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ทำให้ภาคธุรกิจต้องหันมาให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมในระยะยาว เพื่อให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อได้ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

‘วรวุฒิ พงศ์ชินภัค’ ประธานผู้บริหารสายงานขายและการตลาด ประเทศไทย กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวบนเวที EARTH JUMP 2026: A Bridge to Empowered Actions ว่า ถึงเวลาแล้วที่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มต้องเปลี่ยนจากแนวคิดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (Survival Mindset) ไปสู่ ฟอร์เวิร์ด มายด์เซ็ต (Forward Mindset) ที่มองไกลและตัดสินใจเพื่อเสริมความแข็งแรงให้ธุรกิจในอนาคต เพราะในโลกที่ความผันผวนกลายเป็นเรื่องปกติ องค์กรที่ปรับตัวได้เร็วและเตรียมพร้อมล่วงหน้าจะมีโอกาสเดินหน้าต่อได้มากกว่า
การลดต้นทุนยังเป็นเรื่องที่หลายองค์กรให้ความสำคัญ แต่ประเด็นที่ควรโฟกัสคือจะลดต้นทุนตรงไหนโดยไม่กระทบต่อศักยภาพของธุรกิจในระยะยาว หลายครั้งต้นทุนที่สร้างภาระให้กับองค์กรมากที่สุดอาจเป็นต้นทุนแฝงที่ซ่อนอยู่ในระบบ เช่น สินค้าที่ต้องพึ่งพาโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่องแต่ไม่สร้างการเติบโต กระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อน หรือการใช้ทรัพยากรเกินความจำเป็นเพียงเพราะเคยปฏิบัติกันมาเช่นนั้น
“เป้าหมายของการบริหารต้นทุน คือการนำทรัพยากรที่ประหยัดได้กลับไปลงทุนในเรื่องสำคัญ เช่น เทคโนโลยี ข้อมูล และการพัฒนาคน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเตรียมความพร้อมให้ธุรกิจในอนาคต” วรวุฒิกล่าว
กลุ่มธุรกิจ TCP มองว่า การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์และการใช้ข้อมูลเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสนับสนุนการตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะยังต้องอาศัยบุคลากรในการตรวจสอบ ตีความ และกำกับการใช้งานอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกัน การลงทุนด้านพลังงานสะอาด เช่น การขยายผลโครงการโซลาร์ รูฟท็อป (Solar Rooftop) ที่โรงงานจังหวัดปราจีนบุรีและสำนักงานใหญ่ ยังช่วยลดความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานที่ผันผวน และช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
อีกบทเรียนที่น่าสนใจของภาคธุรกิจ คือการสร้างความยืดหยุ่นให้เกิดขึ้นก่อนที่วิกฤตจะมาถึง อย่างสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนสารตั้งต้นสำหรับผลิตหมึกสี ซึ่งกระทบต่อบรรจุภัณฑ์และกระบวนการผลิตของหลายอุตสาหกรรม โดยกลุ่มธุรกิจ TCP ปรับตัวผ่านการจัดหาแหล่งหมึกทดแทนจากเอเชีย และเปลี่ยนมาใช้สติกเกอร์บาร์โค้ดขาว-ดำ เพื่อให้การผลิตสามารถดำเนินต่อได้อย่างต่อเนื่อง
“ความยืดหยุ่นต้องเริ่มจากการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ทั้งการมีแผนสำรอง ลดการพึ่งพาแหล่งจัดหาเพียงแห่งเดียว และทำงานร่วมกับคู่ค้าอย่างใกล้ชิด” วรวุฒิ กล่าว
แนวคิดเดียวกันนี้ยังถูกนำมาใช้กับการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งกลุ่มธุรกิจ TCP มองว่าเป็นความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกับการดำเนินธุรกิจ ชุมชน และระบบนิเวศ โรงงานจังหวัดปราจีนบุรีของบริษัทได้รับการรับรองมาตรฐาน Alliance for Water Stewardship ระดับคอร์ พร้อมทำงานร่วมกับชุมชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ในพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกง เพื่อรับมือปัญหาด้านน้ำในระดับพื้นที่
นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจ TCP ยังให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงผ่านการสร้างพอร์ตสินค้าให้หลากหลาย ขยายช่องทางจำหน่าย และขยายตลาดต่างประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาสินค้า ตลาด หรือรูปแบบการเติบโตเพียงด้านใดด้านหนึ่ง พร้อมสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแรงผ่านการทำงานร่วมกับพันธมิตรและผู้ประกอบการรายอื่น รวมถึงการเข้าร่วมโครงการ Big Brother ของหอการค้าไทย เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับผู้ประกอบการไทย
วรวุฒิกล่าวว่า โลกธุรกิจในอนาคตจะยังเผชิญความท้าทายรูปแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น สิ่งที่องค์กรต้องทำคือเตรียมความพร้อมให้ธุรกิจรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ในทุกสถานการณ์ ตั้งแต่การบริหารต้นทุนอย่างเหมาะสม การลงทุนเพื่ออนาคต การสร้างความยืดหยุ่น และการสร้างโอกาสการเติบโตจากหลายช่องทาง เพื่อให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างแข็งแกร่ง



