นายฮิโรชิ โยโกตะ ประธานบริษัทและประธานกรรมการบริหาร บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 66 ได้รุกตลาดผลิตภัณฑ์พรินเตอร์ในทุกเซกเมนต์ โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานที่เริ่มกลับมาใช้ชีวิตนอกบ้านและออกไปทำงานกันตามปกติมากขึ้น ทำให้เกิดการขยายตัวของลูกค้ากลุ่มธุรกิจ (บีทบี) อย่างชัดเจน รวมถึงข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม (เอ็มเอสอี) ของไทย มีการเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังผ่านพ้นวิกฤติการแพร่ระบาด โดยจำนวน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพิ่มจาก 58,058 ราย ในปี 64 เป็น 72,480 ราย ในปี 65 ซึ่งในจำนวนนี้ คิดเป็นธุรกิจก่อสร้างทั่วไป 9% ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 6% และธุรกิจอาหาร 4%

สำหรับกลยุทธ์ จะเน้น 4 ด้าน คือความเข้าใจในอุปสงค์ หรือความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม การยกระดับสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่ผลิตภัณฑ์ต้องมีคุณภาพสูงที่ใช้ง่าย รวมไปถึงการมีพันธมิตรผู้ให้บริการที่ดี โดยปัจจุบันถือเป็นแบรนด์พรินเตอร์ที่มีสาขาให้บริการมากที่สุดถึง 164 แห่ง ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ เมื่อเปรียบเทียบกับแบรนด์พรินต์อื่น ๆ และมีเป้าหมายจะเพิ่มให้ได้ถึง 180 แห่งภายในปีนี้ เพื่อยกระดับบริการแก่ลูกค้าในทุกภูมิภาค โดยในครึ่งปีแรกนี้ ได้เปิดตัวเครื่องพิมพ์เลเซอร์รุ่นใหม่พร้อมกันถึง 13 รุ่น มั่นใจว่า จะสามารถรักษาผู้นำตลาดพรินเตอร์อันดับ 1 อย่างต่อเนื่อง หลังปีที่ผ่านมา ครองส่วนแบ่งตลาดได้มากถึง 32%

“ทิศทางการพัฒนาและเปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ จะพุ่งเป้าหมายไปที่ลูกค้าเอสเอ็มอี และธุรกิจ บีทีบี ขณะเดียวกัน ก็จะไม่ทิ้งตลาด บีทูซี เนื่องจากแนวคิดความยืดหยุ่นของสถานที่ปฏิบัติงานและการทำงานที่บ้าน หรือ เวิร์ก ฟรอม โฮม ยังคงเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ก็ยังให้ความสำคัญเช่นกัน ซึ่งแคนนอนก็เป็นแบรนด์ที่แข็งแรงมากในตลาดนี้ มาอย่างยาวนาน” นายฮิโรชิ กล่าว