สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 15 พ.ค. ว่า สำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (โอซีเอชเอ) ออกรายงานเพิ่มเติม เกี่ยวกับสถานการณ์ภายในเมียนมา หลังไซโคลนโมคาพาดผ่าน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ว่าในเบื้องต้นพบว่า “ความเสียหายเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง” โดยเฉพาะที่เมืองซิตตเว เมืองเอกของรัฐยะไข่ ที่อยู่ริมชายฝั่งทางตะวันตกของประเทศ ซึ่งเส้นทางคมนาคมหลายสายถูกตัดขาด เนื่องจากมีต้นไม้ขนาดใหญ่หลายต้นหักโค่น


ขณะเดียวกัน คลื่นพายุซัดฝั่งซึ่งเป็นอิทธิพลจากพายุ ยังสร้างความเสียหายให้กับเสาสัญญาณโทรคมนาคม และสถานีเครือข่ายอีกหลายแห่ง เท่ากับเป็นการทำให้เมืองซิตตเวถูกตัดขาดจากโลกภายนอกไปโดยปริยาย ด้านสื่อท้องถิ่นหลายแห่งของเมียนมา รายงาน ว่า พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และนายกรัฐมนตรีเมียนมา สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกแห่ง เร่งส่งมอบความช่วยเหลือ ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัย


อนึ่ง ย้อนกลับไปเมื่อปี 2551 เมียนมาเผชิญกับอิทธิพลรุนแรงของไซโคลน “นาร์กิส” ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 130,000 ราย และความเสียหายซึ่งเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง กดดันรัฐบาลทหารเมียนมา ให้ต้องประกาศขอรับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากประชาคมโลก

ชายคนหนึ่งเดินท่ามกลางสายฝนและลมกระโชกแรง บนถนนสายหนึ่ง ในเมืองจอว์ตอว์ ที่รัฐยะไข่ ทางตะวันตกของเมียนมา


จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ จากอิทธิพลของพายุลูกนี้ ซึ่งขึ้นฝั่งบริเวณระหว่างบังกลาเทศกับเมียนมา อนึ่ง อิทธิพลของไซโคลนโมคามีแนวโน้มรุนแรงยิ่งกว่า เมื่อครั้งไซโคลน “ซิดร์” พาดผ่านบังกลาเทศ เมื่อเดือน พ.ย. 2550 คร่าชีวิตประชาชนมากกว่า 3,000 ราย ด้านบังกลาเทศอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้ามากกว่า 750,000 คน.

เครดิตภาพ : AFP