สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 พ.ค. ว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ เผยแพร่รายงาน เปิดเผยสถิติการครอบครองหัวรบนิวเคลียร์จำนวน 1,419 ลูก จนถึง ณ วันที่ 1 มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งลดลงจากสถิติ 1,515 ลูก ที่เคยเปิดเผย เมื่อเดือน มี.ค. 2565 ขณะที่เงื่อนไขตามข้อตกลง “นิว สตาร์ต” ซึ่งเป็นสนธิสัญญาสันติภาพระดับทวิภาคี ว่าด้วยการลดจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ กำหนดโควตาการครอบครองหัวรบนิวเคลียร์ไว้ที่ 1,550 ลูก


ทั้งนี้ จากจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ที่สหรัฐครอบครองทั้งหมดในปัจจุบัน มี 662 ลูก ติดตั้งบนขีปนาวุธข้ามทวีป ( ไอซีบีเอ็ม ) ลดลงจากสถิติ 686 ลูก เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่เงื่อนไขตามข้อตกลง “นิว สตาร์ต” ซึ่งเป็นสนธิสัญญาสันติภาพระดับทวิภาคี ว่าด้วยการลดจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ กำหนดโควตาการติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์บนขีปนาวุธไว้ที่ 700 ลูก ส่วนระบบการขนส่งและลำเลียงขีปนาวุธอยู่ที่ 800 ชุด รวมถึงระบบที่ไม่ได้ใช้งาน ซึ่งเป็นตามเกณฑ์สูงสุดของสนธิสัญญานิว สตาร์ต


ขณะเดียวกัน เนื้อหาในแถลงการณ์ระบุด้วยว่า การเปิดเผยดังกล่าวของสหรัฐเป็นเจตนา แสดงความโปร่งใสต่อ “รัฐนิวเคลียร์ด้วยกัน” และลดความเข้าใจผิด การติดต่อสื่อสารที่คลาดเคลื่อน ตลอดจนการแข่งขันด้านอาวุธ

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลมอสโกขอเรียกร้องรัสเซียปฏิบัติตามเงื่อนไขระหว่างประเทศที่สอดคล้องกัน และปฏิบัติตามข้อตกลงนิว สตาร์ต แม้รัฐบาลมอสโกประกาศระงับความร่วมมือส่วนนี้ เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา


ปัจจุบัน รัสเซียและสหรัฐครอบครองหัวรบนิวเคลียร์มากที่สุดเป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลกตามลำดับ โดยปริมาณหัวรบนิวเคลียร์ที่ทั้งสองประเทศมีอยู่นั้น รวมกันเป็นสัดส่วนมากกว่า 90% ของหัวรบนิวเคลียร์ที่มีอยู่ทั้งหมดบนโลก


อนึ่ง การลงนามในข้อตกลงนิว สตาร์ต เกิดขึ้นเมื่อปี 2553 ที่กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก โดยผู้นำสหรัฐและรัสเซียในเวลานั้น คือประธานาธิบดีบารัค โอบามา และประธานาธิบดีดมิทรี เมดเวเดฟ ข้อตกลงมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในอีกหนึ่งปีต่อมา และทั้งสองประเทศบรรลุข้อตกลงเมื่อปี 2564 ขยายระยะเวลาของ นิว สตาร์ต ออกไปอีกอย่างน้อย 5 ปี มีสาระสำคัญคือ การจำกัดการครอบครองหัวรบนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศให้ไม่เกิน 1,550 ลูก.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES