สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ว่า สำนักข่าวกลางเกาหลี ( เคซีเอ็นเอ ) กระบอกเสียงของรัฐบาลเปียงยาง รายงานการปล่อยดาวเทียมสอดแนมทางทหาร “มัลลิกย็อง-1” โดยใช้จรวดรุ่นใหม่ “ช็อลลิมา-1” จากฐานปล่อยดาวเทียมโซแฮ ในเขตโชลซาน ของจังหวัดพย็องอันเหนือ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ เมื่อเวลา 06.27 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันพุธ ( 04.27 น. ตามเวลาในประเทศไทย )
อย่างไรก็ตาม จรวดตกลงสู่ทะเลหลังออกเดินทางไปได้ไม่นาน เนื่องจากเกิดความขัดข้องทางเทคนิค กับเครื่องยนต์ส่วนที่สอง ซึ่งหน่วยงานทุกแห่งที่เกี่ยวข้องกำลังตรวจสอบและระบุปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับความพยายามครั้งใหม่ “ภายในอนาคตอันใกล้นี้”
(6th LD) Purported N. Korean 'space launch vehicle' falls into Yellow Sea after 'abnormal' flight: S. Korean military https://t.co/FuZE8CuzII
— Yonhap News Agency (@YonhapNews) May 31, 2023
ขณะที่ สำนักงานคณะเสนาธิการทหารร่วมเกาหลีใต้ ซึ่งยืนยันการยิงจรวดดังกล่าวก่อนเกาหลีเหนือ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ชิ้นส่วนจรวดตกลงในทะเลเหลือง ห่างจากชายฝั่งเกาะโอช็อง ที่อยู่นอกชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาหลีใต้ ออกไปทางตะวันตกอีกประมาณ 200 กิโลเมตร และกองทัพเกาหลีใต้ร่วมกับสหรัฐเก็บกู้ซากจรวดได้บางส่วน
(2nd LD) N. Korea admits failure of spy satellite launch, vows to seek 2nd launch in near future https://t.co/KlLBunQLLA
— Yonhap News Agency (@YonhapNews) May 31, 2023
นับตั้งแต่ปี 2541 เกาหลีเหนืออ้างการยิงจรวดปล่อยดาวเทียมแล้ว 5 ครั้ง จากจำนวนดังกล่าว 3 ครั้งประสบกับความล้มเหลว ส่วนอีกสองครั้งที่เหลือแม้สามารถส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรสำเร็จ แต่ไม่เคยมีฝ่ายใดตรวจสอบสัญญาณจากดาวเทียมเหล่านั้นได้
อนึ่ง สำนักงานยามฝั่งญี่ปุ่น เปิดเผยเมื่อต้นสัปดาห์นี้ว่า ได้รับแจ้งจากเกาหลีเหนือเกี่ยวกับ “กำหนดการส่งจรวดปล่อยดาวเทียม” ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันใดวันหนึ่ง “ระหว่างวันที่ 31 พ.ค.-11 มิ.ย.นี้” โดยชิ้นส่วนจรวดจะตกลงในน่านน้ำใกล้กับทะเลเหลือง ทะเลจีนตะวันออก และทางตะวันออกของเกาะลูซอน ซึ่งเป็นเกาะหลักของฟิลิปปินส์
นายกรัฐมนตรีฟุมิโอะ คิชิดะ ผู้นำญี่ปุ่น กล่าวว่า แม้รัฐบาลเปียงยางยืนกรานว่า “เป็นการส่งดาวเทียม” แต่การใช้เทคโนโลยีสำหรับขีปนาวุธข้ามทวีป ( ไอซีบีเอ็ม ) ยังคงเป็นการละเมิดมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ( ยูเอ็นเอสซี ).
เครดิตภาพ : AFP



