สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ว่า นักวิจัยหลายคนชี้ว่า การทรุดตัวทำให้มหานครแห่งนี้มีความเสี่ยงต่อระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และน้ำท่วมบริเวณชายฝั่งที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ

บรรดานักธรณีวิทยาคำนวณว่า อาคารมากกว่า 1 ล้านหลังในนครนิวยอร์ก สร้างแรงกดต่อพื้นโลกด้วยมวลรวมประมาณ 762,000 ล้านกิโลกรัม หรือเทียบเท่ากับเครื่องบินโบอิ้ง 747-400 ที่เติมเชื้อเพลิงเต็มถัง ราว 1.9 ล้านลำ

ทั้งนี้ รายงานสรุปว่า นครนิวยอร์กกำลังจมลงในอัตราเฉลี่ย 1-2 มิลลิเมตรต่อปี และบางพื้นที่ซึ่งสร้างอาคารบนหินเนื้ออ่อน หรือพื้นที่ฝังกลบเทียม กำลังทรุดตัวมากถึง 4.5 มิลลิเมตรต่อปี ขณะที่ นายทอม พาร์สันส์ นักธรณีฟิสิกส์ จากสำนักสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐ (ยูเอสจีเอส) และผู้เขียนนำของรายงาน กล่าวว่า การสร้างตึกระฟ้าให้น้อยลง จะไม่ช่วยแก้ปัญหานี้

“สาเหตุหลักของการทรุดตัวในนครยิวยอร์ก และตามแนวชายฝั่งทะเลตะวันออก คือ การเคลื่อนตัว และมันไม่สามารถหยุดได้” พาร์สันส์ กล่าวเพิ่มเติม

ยิ่งไปกว่านั้น การทรุดตัวยังทำให้ผลกระทบ จากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลรุนแรงขึ้น โดยเทศบาลนครนิวยอร์กคาดการณ์ว่า ระดับน้ำรอบเมืองจะสูงขึ้นระหว่าง 8-30 นิ้ว ภายในปี 2593

แม้ว่ารัฐกำลังใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ ในการสร้างกำแพงกันคลื่น, การยกถนนสูง และการปรับปรุงระบบระบายน้ำ เพื่อลดความเสี่ยง แต่พื้นที่ลุ่มต่ำหลายแห่งประสบกับผลกระทบจากอุทกภัย อันเกิดจากพายุที่รุนแรงกว่าเดิมมาหลายครั้งแล้ว

“มันเป็นเรื่องยากมากที่จะคาดเดา เพราะแม้ว่าการทรุดตัวของเมืองจะค่อนข้างคงที่ แต่การคาดการณ์การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลนั้นไม่แน่นอน และขึ้นอยู่กับอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต” พาร์สันส์ กล่าวทิ้งท้ายว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะบอกว่า พื้นที่หลายส่วนของนครนิวยอร์กจะจมบาดาลเมื่อไหร่ แต่มันจะเกิดขึ้น.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES