สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ว่า นักวิจัยหลายคนชี้ว่า การทรุดตัวทำให้มหานครแห่งนี้มีความเสี่ยงต่อระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และน้ำท่วมบริเวณชายฝั่งที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ
บรรดานักธรณีวิทยาคำนวณว่า อาคารมากกว่า 1 ล้านหลังในนครนิวยอร์ก สร้างแรงกดต่อพื้นโลกด้วยมวลรวมประมาณ 762,000 ล้านกิโลกรัม หรือเทียบเท่ากับเครื่องบินโบอิ้ง 747-400 ที่เติมเชื้อเพลิงเต็มถัง ราว 1.9 ล้านลำ
ทั้งนี้ รายงานสรุปว่า นครนิวยอร์กกำลังจมลงในอัตราเฉลี่ย 1-2 มิลลิเมตรต่อปี และบางพื้นที่ซึ่งสร้างอาคารบนหินเนื้ออ่อน หรือพื้นที่ฝังกลบเทียม กำลังทรุดตัวมากถึง 4.5 มิลลิเมตรต่อปี ขณะที่ นายทอม พาร์สันส์ นักธรณีฟิสิกส์ จากสำนักสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐ (ยูเอสจีเอส) และผู้เขียนนำของรายงาน กล่าวว่า การสร้างตึกระฟ้าให้น้อยลง จะไม่ช่วยแก้ปัญหานี้
New York City is slowly sinking under the weight of its skyscrapers, homes, asphalt and humanity itself https://t.co/jpBIjh3zc7
— TIME (@TIME) May 30, 2023
“สาเหตุหลักของการทรุดตัวในนครยิวยอร์ก และตามแนวชายฝั่งทะเลตะวันออก คือ การเคลื่อนตัว และมันไม่สามารถหยุดได้” พาร์สันส์ กล่าวเพิ่มเติม
ยิ่งไปกว่านั้น การทรุดตัวยังทำให้ผลกระทบ จากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลรุนแรงขึ้น โดยเทศบาลนครนิวยอร์กคาดการณ์ว่า ระดับน้ำรอบเมืองจะสูงขึ้นระหว่าง 8-30 นิ้ว ภายในปี 2593
แม้ว่ารัฐกำลังใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ ในการสร้างกำแพงกันคลื่น, การยกถนนสูง และการปรับปรุงระบบระบายน้ำ เพื่อลดความเสี่ยง แต่พื้นที่ลุ่มต่ำหลายแห่งประสบกับผลกระทบจากอุทกภัย อันเกิดจากพายุที่รุนแรงกว่าเดิมมาหลายครั้งแล้ว
“มันเป็นเรื่องยากมากที่จะคาดเดา เพราะแม้ว่าการทรุดตัวของเมืองจะค่อนข้างคงที่ แต่การคาดการณ์การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลนั้นไม่แน่นอน และขึ้นอยู่กับอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต” พาร์สันส์ กล่าวทิ้งท้ายว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะบอกว่า พื้นที่หลายส่วนของนครนิวยอร์กจะจมบาดาลเมื่อไหร่ แต่มันจะเกิดขึ้น.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



