“ศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อ” เป็นจุดรักษาตัวของผู้ป่วยโควิด-19 ที่เปิดขึ้นเพื่อลดความแออัดในสถานพยาบาลและแก้ปัญหาการเข้าไม่ถึงระบบรักษา ที่ผ่านมาหลายคนอาจรู้จักเพียงศูนย์พักคอยฯของประชาชนทั่วไป ขณะที่ข้อเท็จจริงโรคระบาดครั้งนี้มีโอกาสโจมตีคนทุกกลุ่ม ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มเปราะบางที่ต้อง “ลำบาก” มากขึ้น และมีความเฉพาะเจาะจงในการดูแล
จุดนี่เองเป็นที่มาของการตั้งศูนย์พักคอยฯเฉพาะเพื่อกลุ่มคนพิเศษ ซึ่งปัจจุบันมีแยกย่อยหลายประเภททั้ง ศูนย์พักคอยฯกลุ่มเด็ก ศูนย์พักคอยฯสตรี ศูนย์พักคอยฯผู้พิการร่างกาย ศูนย์พักคอยฯผู้พิการสติปัญหา ไปจนถึงศูนย์พักคอยฯคนไร้บ้าน ไร้ที่พึ่ง

จากข้อมูลปัจจุบันพบว่า กทม.มีศูนย์พักคอยฯกระจายอยู่ในพื้นที่ 6 กลุ่มเขต รวมแล้ว 70 แห่ง มีผู้ป่วยครองเตียงประมาณร้อยละ 40-50 ถือว่าเพียงพอรองรับสถานการณ์ ขณะที่ศูนย์พักคอยฯสำหรับกลุ่มพิเศษ ขณะนี้เปิดรองรับการดูแลผู้ป่วยที่มีความเฉพาะตัวมากขึ้น ดังนี้
ศูนย์พักคอยศูนย์สร้างสุขทุกวัย (เกียกกาย) เขตดุสิต “สำหรับเด็กอายุ 3-14 ปี” รองรับผู้ป่วยเด็กได้ 52 เตียง ศูนย์แห่งนี้นอกเหนือระบบรักษายังมีกิจกรรมและของเล่นตามช่วงวัย เพื่อให้เด็กผ่อนคลายช่วงที่ต้องห่างจากครอบครัว และมีอาสาสมัคร พี่เลี้ยงเด็ก ครูอาสาดูแลใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมระบบส่งต่อหากระดับอาการรุนแรงขึ้น
ศูนย์พักคอยศูนย์สร้างสุขทุกวัย (บางกอกใหญ่) เขตบางกอกใหญ่ “สำหรับสตรี” รองรับผู้ป่วยได้ 50 เตียง
ศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อ “สำหรับผู้พิการทางสายตา” ณ รร.สอนคนตาบอด เขตราชเทวี รองรับได้ 71 เตียง
ศูนย์พักคอย สถาบันราชานุกูล เขตดินแดง เป็นศูนย์พักคอยกึ่งรพ.สนาม “สำหรับเด็กพิเศษและครอบครัว”
ศูนย์พักคอยวัดสุทธิวราราม เขตสาทร “สำหรับพระภิกษุ-สามเณร
ศูนย์พักคอยศูนย์สร้างสุขทุกวัย (สะพานสูง) เขตสะพานสูง “สำหรับคนไร้บ้าน” รองรับได้ 40 เตียง
ศูนย์พักคอยศูนย์สร้างสุขทุกวัย (จอมทอง) เขตจอมทอง “สำหรับคนไร้บ้าน” รองรับผู้ได้ 70 เตียง
นายสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯ กทม. เผยถึงการทำศูนย์พักคอยฯดังกล่าวว่าเป็นเพราะนอกจากผู้ป่วยปกติแล้ว ยังมีพบว่ามีผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มพิเศษ ที่ควรต้องได้รับการดูแลแบบเฉพาะ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถเข้ารับการดูแลยังศูนย์พักคอยฯปกติของประชาชนทั่วไปได้ และที่พักอาศัยก็ไม่เหมาะสมรักษาตัวที่บ้าน กทม.โดยสำนักพัฒนาสังคม สำนักอนามัย สำนักงานเขต และหน่วยงานภาครัฐต่างๆจึงได้จัดพื้นที่ทำศูนย์พักคอยฯ สำหรับกลุ่มพิเศษขึ้นมา โดยเน้นการดูแลให้สอดรับกับลักษณะเฉพาะภายใต้มาตรฐานของสาธารณสุข

ยกตัวอย่าง ผู้ป่วยที่เป็นผู้พิการทางสติปัญญา ได้ร่วมกับสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และองค์กรคนพิการ จัดตั้งเป็น “รพ.สนามราชานุกูล เพื่อเด็กพิเศษและครอบครัว” ถือเป็น รพ.สนามที่รองรับเฉพาะเด็กพิเศษ ประเภทที่ 5, 6, 7 (เด็กพิการสติปัญญาบกพร่อง ออทิสติก สมาธิสั้น และบกพร่องการเรียนรู้) และสมาชิกครอบครัวอายุไม่เกิน 60 ปี ที่ติดเชื้อโควิด แต่อาการไม่รุนแรง (ระดับสีเขียว) หรือสมาชิกในครอบครัวที่สามารถดูแลเด็กได้
โดยการบริหารจัดการจะอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ความปลอดภัย มีทีมแพทย์จากสถาบันราชานุกูลทำหน้าที่ดูแลร่วมกับสถาบันเด็กแห่งชาติมหาราชินี และรพ.ราชวิถี กรมการแพทย์ และการสนับสนุนทีมผู้ดูแลอื่น เช่น จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น กุมารแพทย์ อายุรแพทย์ พยาบาล ทีมสหวิชาชีพ และเจ้าหน้าที่ ซึ่งในอนาคตอาจยกระดับรองรับได้ถึงผู้ป่วยระดับสีแดงด้วย

“สำหรับศูนย์พักคอยฯเฉพาะกลุ่มพิเศษ เบื้องต้นยังคงจะเปิดรับการดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางอย่างต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย”
โรคระบาดที่ยังไม่เห็นจุดจบ การเตรียมแผนรองรับอย่างเพียงพอและทั่วถึงให้มากขึ้นเท่านั้น จะช่วยรับมือสถานการณ์ได้ดีที่สุด.



