ในส่วนของศาลอาญานั้น เขาจะต้องพิจารณาเจตนาอย่างรัดกุม หลักฐานต้องหนาแน่น ว่า “นายพิธา รู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติจากการถือหุ้นสื่อแล้วยังลงสมัครหรือไม่” ซึ่งทาง ป.ป.ช.ก็ชี้แจงว่า เจ้าตัวก็ถืออยู่ และนายพิธาเองก็บอกว่า อยู่ในฐานะผู้จัดการมรดก อารมณ์แนวๆ ไม่ใช่หุ้นเขา แต่เหมือนรับมาหลังบิดาเสียชีวิตเตรียมจัดการ

ทีนี้ มันไม่ใช่แค่การยื่นศาลอาญา แต่ กกต.หรือสมาชิกรัฐสภาสามารถเข้าชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญได้ด้วยว่า ขาดคุณสมบัติ ส.ส.และนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญตีความอย่างไรก็สุดที่จะรู้ อาจออกลูกแบบ…กางพจนานุกรมตีความคำว่าลูกจ้างตอนสอย นายสมัคร สุนทรเวช พ้นเก้าอี้นายกฯ เพราะไปออกชิมไปบ่นไป

หรืออาจออกลูกแบบเดียวกับ น.ส.ภาดาท์ วรกานนท์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ถือหุ้นในกิจการที่แจ้งว่าทำสื่อด้วย แต่ปรากฏว่า เมื่อนำส่งงบดุล พบว่าบริษัทดังกล่าวไม่ได้มีรายได้จากการผลิตสื่อมานาน ก็รอด กรณีไอทีวีก็จอดำไปตั้งแต่ปี 2550 ไม่ได้มีรายได้จากการผลิตสื่อ แต่ไม่รู้เขาไปอ้างรายได้จากการให้เช่าอุปกรณ์ หรืออ้าง ฯลฯ อะไร

เรื่องนี้น่าจะเรียกว่า “ปล่อยให้กระแสสังคมเขย่ามันเอง” น่าจะได้ คือประชาชนก็จับตามอง ถ้าเกิดนายพิธาโดนสอยขึ้นมา ก็มีความเคลื่อนไหวในหลายพื้นที่แน่นอน …แต่ก็น่าสงสัยว่า คดีของนายพิธามันจะทำให้เป็นข้ออ้างของ ส.ว. ในการไม่โหวตเลือกให้หรือไม่ แนวๆ ว่า “รับรองไปเดี๋ยวก็โดนสอยอีก” ก็นัดประชุมเลือกไปเรื่อยๆ ให้ตายกันไปข้างแล้วกัน

ขณะนี้ กลุ่มพรรคร่วมรัฐบาลใหม่ ก็เดินเกม “เติมกลิ่นความเจริญ” ซึ่งมีผลคือยิ่งย้ำให้กองเชียร์รีบอยากให้เป็นรัฐบาล ทั้งเรื่องการทำเอ็มโอยูกฎหมายอะไรต้องผ่านสภาใน 100 วัน การตั้งคณะทำงานศึกษาปัญหาต่างๆ เพื่อหาทางแก้ไข ทำหน้าที่ในการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลอย่างไร้รอยต่อ ภาพลักษณ์นายพิธาก็ดี คนรุ่นใหม่ มีความรู้

มาดของนายพิธาเรียกได้ว่าเป็น “ขวัญใจแม่ยก” ได้ไม่ยาก แถมยังเป็นขวัญใจเยาวชน กลุ่มนิวโหวตเตอร์และกำลังจะได้โหวต ทางพรรคก้าวไกลเองก็มีลูกเล่นในการใช้โซเชียลมีเดียมาก มีปฏิสัมพันธ์ คือบทจะจริงจังก็ทำได้ บทจะล้อเลียนสถานการณ์บางอย่างให้ดูตลกๆ ก็ทำได้ ทำให้คนรู้สึกเป็นกันเองกับพรรค ไม่มอง ส.ส.ว่าเลือกเสร็จหายหัว

ภาพลักษณ์ทางการเมืองเป็นเรื่องสำคัญในการสร้างคะแนนนิยม ฝ่าย “เชียร์ลุง” นิยมชมชอบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ก็พยายามจะบอกว่า “เลือกความสงบจบที่ลุงตู่”, “ลุงตู่รักสถาบัน” แต่โดยตัวบุคลิกของ พล.อ.ประยุทธ์ ในหลายครั้งกลายเป็นเรื่องที่เอาไปล้อเลียน นินทาว่า “ไม่มีมาด ไม่สง่างามในเวทีโลก”

อย่างที่ชอบยกตัวอย่างกันบ่อยๆ คือ ฉุนเฉียวใส่นักข่าว โยนเปลือกกล้วยใส่นักข่าว คือในสนามข่าว อาจมีนักข่าวบางกลุ่มที่มีความสนิทสนมกับ พล.อ.ประยุทธ์ มาตั้งแต่เป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ก็ได้ ทำให้เผลอตัวเล่นกันเองไปหน่อย แต่คนที่ไม่ใช่นักข่าวสายตามนายกฯ ไม่มีทางเข้าใจ และมองว่า “บุคลิกแบบนี้เหรอจะมานำประเทศ”

ก็เลยกลายเป็นบทเรียนสำคัญว่า พรรคไหนอยากรีแบรนด์ภาพลักษณ์ตัวเอง ก็ต้องปั้นภาพผู้นำพรรคหรือแคนดิเดตนายกฯ ให้ดูมาดดี ภาษาต่างประเทศเก่งก็ยิ่งดี แม้กระทั่งเพื่อไทยก็ยังรู้ตัวว่า “เปิดแนวรบโซเชียล ไม่ดีเท่าที่ควร” แล้วถ้าก้าวไกลเป็นรัฐบาล เชื่อได้ว่า การประคองบุคลิกของพรรคในโลกโซเชียล ก็จะคงเดิมไปเรื่อย

และเผลอๆ เลือกตั้งเที่ยวหน้า อาจแลนด์สไลด์แบบเพื่อไทยเคยได้ 377 เสียง ตอนทักษิณ 2.