สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. ว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับผลการพบหารือระหว่างนายแอนโทนี บลิงเคน รมว.การต่างประเทศสหรัฐ กับนายฉิน กัง รมว.การต่างประเทศจีน ที่เรือนรับรองเตียวหยูไถ่ ในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ว่า บลิงเคนเน้นย้ำความสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายการทูต และการคงไว้ซึ่งช่องทางการติดต่อสื่อสาร เพื่อลดความเสี่ยงของการเข้าใจผิด และการตีความที่คลาดเคลื่อน


อย่างไรก็ตาม เนื้อหาจากแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศจีน ที่เผยแพร่โดยสื่อทุกแห่งของรัฐบาลปักกิ่งและพรรคคอมมิวนิสต์ มีเนื้อหาเข้มข้นกว่ามาก ว่าฉินกล่าวอย่างตรงไปตรงมากับบลิงเคน เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน “อยู่ในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์” เมื่อปี 2522 บรรยากาศที่เกิดขึ้นไม่สอดคล้องกับ “ผลประโยชน์พื้นฐาน” ระหว่างประชาชนทั้งสองฝ่าย และไม่เป็นไปตาม “ความคาดหวังในภาพรวม” ของประชาคมโลก


แถลงการณ์ของรัฐบาลปักกิ่งระบุด้วยว่า ไต้หวันคือ “แกนกลางผลประโยชน์” ของจีน “เป็นประเด็นสำคัญที่สุด” ของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน และ “เป็นความเสี่ยงที่สุด” อย่างไรก็ดี ฉินตกลงเยือนกรุงวอชิงตันเพื่อแลกเปลี่ยน “ในเวลาที่เหมาะสม”


ทั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ที่ รมว.การต่างประเทศสหรัฐ เดินทางมายังจีน นับตั้งแต่การเยือนของนายไมค์ ปอมเปโอ เมื่อปี 2561 โดยก่อนออกเดินทาง บลิงเคนกล่าวถึง “เป้าหมายแรก” คือ “การจัดตั้งและส่งเสริมช่องทางการสื่อสาร” เพื่อให้ทั้งสองประเทศสามารถบริหารจัดการความสัมพันธ์ “บนพื้นฐานของการมีความรับผิดชอบร่วมกัน” และต้องการใช้โอกาสนี้ “แสดงความชัดเจน” เกี่ยวกับจุดยืนด้านนโยบาย เพื่อรักษาผลประโยชน์และคุณค่า และเพื่อแสวงหาแนวทางสร้างความร่วมมือที่เป็นไปได้


ด้านนายหวัง เหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า สหรัฐยังคงมองจีนเป็น “คู่ปรับ” และ “ความท้าทายต่อเนื่องในเชิงภูมิศาสตร์การเมือง” ซึ่งถือเป็น “การประเมินสถานการณ์ผิดพลาดใหญ่หลวง” การแข่งขันระหว่างสหรัฐกับจีน “ไม่ใช่เรื่องที่ต้องแพ้หรือชนะ” และความต้องการของรัฐบาลวอชิงตัน ต้องไม่ใช่ “การกีดกันสิทธิอันชอบธรรม” ของจีน ที่จะพัฒนาตัวเอง


นอกจากนี้ รัฐบาลปักกิ่งเรียกร้องรัฐบาลวอชิงตัน “ต้องเคารพแกนกลางผลประโยชน์ของจีน” ซึ่งหมายถึงเรื่องไต้หวัน และ “เลิกสร้างภาพมายาของการอยู่เหนือกว่า”.

เครดิตภาพ : AFP