นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า พ.ร.ฎ.การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 หรือ กฎหมายดีพีเอส (ดิจิทัล แพลตฟอร์ม เซอร์วิส) ที่ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 65 จะมีผลใช้บังคับในวันที่ 21 ส.ค. 66 นี้ เพื่อเป็นกลไกในการดูแลผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลให้มีความโปร่งใส และมีแนวทางในการคุ้มครองเยียวยา แก่ผู้ใช้บริการได้อย่างเป็นธรรม หลังจากในปีที่ผ่านมา มีการร้องเรียนเรื่องการใช้งานแพลตฟอร์ม และถูกฉ้อโกงซื้อขายออนไลน์ กว่า 6 หมื่นเรื่อง

“เมื่อกฎหมายบังคับใช้ ทำให้ผู้ให้บริการเว็บไซต์ แพลตฟอร์ม และแอปพลิเคชันที่จะเข้ามาประกอบธุรกิจในไทย ต้องจดแจ้งกับทาง สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ เอ็ตด้า ก่อนที่จะเริ่มประกอบธุรกิจ ส่วนผู้ที่ให้บริการอยู่ก่อนที่กฎหมายบังคับใช้ จะมีเวลา 90 วัน ที่ต้องมาจดแจ้งภายในวันที่ 18 พ.ย. 66 ไม่เช่นนั้นจะมีโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 1 แสนบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ”

นายชัยวุฒิ กล่าวต่อว่า สำหรับเว็บไซต์และแพลตฟอร์มที่เข้าเกณฑ์ ต้องมาจดแจ้ง คือ เป็นพื้นที่ที่ให้คนซื้อขายมาเจอกัน มีการลงทะเบียนยูสเซอร์และมีผู้ใช้งานเกิน 5,000 คนต่อเดือน หากเป็นนิติบุคคลต้องมีรายได้เกิน 50 ล้านบาทต่อปี และหากเป็นบุคคลทั่วไป ต้องมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยมีผู้ประกอบการเข้าข่ายต้องมาจดแจ้งประมาณ 1,000 ราย อาทิ ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก ติ๊กต็อก ยูทูบ กูเกิล และผู้ให้บริการอีมาร์เกตเพลส เช่น ช้อปปี้ ลาซาด้า ผู้ให้บริการเว็บไซต์ซื้อขาย บ้าน รถยนต์ ฯลฯ อย่างไรก็ตาม สำหรับ ยูทูบเบอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และผู้ประกอบธุรกิจขายของออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดีย ไม่เข้าเกณฑ์ที่ต้องมาจดแจ้ง เป็นหน้าที่ของเจ้าของแพลตฟอร์มที่ต้องดำเนินการ และต้องมีการตั้งผู้ประสานงานในไทย และมีช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนกลางที่เกิดจากการให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล หลังจากที่ผ่านมา มีกรณีไม่สามารถติดต่อผู้ให้บริการเหล่านี้ได้

นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ เอ็ตด้า กล่าวว่า สำหรับเจ้าของหรือผู้ให้บริการแพลตฟอร์มที่เคยจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์มาแล้ว ก็ต้องมาจดแจ้งเพิ่มกับทางเอ็ตด้าเพิ่มด้วย เนื่องจากเป็นการกำกับดูแลด้านการทำธุรกิจทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งในวันที่ 26 มิ.ย. นี้ จะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะครั้งสุดท้าย ในเรื่องการยืนยันตัวตนของผู็ใช้บริการแพลตฟอร์มเหล่านี้ ซึ่งปัจจุบันมีรูปแบบในการยืนยันตัวตนหลายรูปแบบ อาทิ อีเมล, เบอร์โทรศัพท์, บัตรประชาชน และดิจิทัลไอดี ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในการยืนยันผู้ใช้งานว่ามีตัวตนหรือไม่ สามารถหาตัวเจอได้ หากมีการกระทำผิด เพื่อไม่ให้มีมิจฉาชีพมาใช้แพลตฟอร์มในการหลอกลวงออนไลน์