จากกรณีมาเลเซียตอบโต้ไทยกลับทันที ด้วยการสั่งระงับนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ ประกอบด้วยกุ้งลายเสือ (Brown Tiger Prawn), กุ้งแชบ๊วย (Banana Prawn), กุ้งขาวแวนนาไม (Whiteleg Shrimp), กุ้งกุลาดำ (Giant Tiger Prawn) และกุ้งน้ำเงิน (Blue Shrimp) พร้อมบังคับใช้มาตรการการขอใบรับรองผลการวิเคราะห์ (CoA) จากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการยอมรับ เริ่มต้นวันที่ 1 มิ.ย. เป็นต้นไป เพื่อตอบโต้กรณี มาเลเซียส่งออกปลากะพงเข้ามาขายในไทยแต่ถูกตรวจเข้มแบบ 100% โดยสั่งสุ่มตรวจคุณภาพสินค้าลอตนำเข้า เพื่อหาสารตกค้างและโรค และยาปฏิชีวนะที่อาจปนเปื้อนมากับสัตว์น้ำ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้บริโภค และป้องกันปัญหาเนื้อปลาทะลักกดทับราคาเกษตรกรไทย เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและพิทักษ์ผลประโยชน์ของเกษตรกรไทย ตามที่เสนอไปนั้น
อ่านข่าวต่อ : เร่งแก้ไขปัญหาส่งออกกุ้งไทย 5 ชนิด “สุริยะ”พร้อมคุยมาเลเซีย
กลายเป็นกระแสที่เป็นไวรัลอยู่ขณะนี้ หลังล่าสุดเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. “อัษฎางค์ ยมนาค” หรือ “เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ” ได้ออกมาวิเคราะห์ปมขัดแย้งกรณีมาเลเซียสั่งแบนกุ้งไทย 5 สายพันธุ์ และคุมเข้มปลากะพงไทย พร้อมระบุข้อความว่า “มันไม่ใช่แค่มาเลย์แบนกุ้งไทย แต่เป็นข้อพิพาทมาตรการสุขอนามัยอาหาร หรือ SPS ที่อาจกลายเป็นข้อพิพาทการค้าระหว่างประเทศได้ มาเลเซียเริ่มใช้มาตรการตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2569 โดยมี 2 เรื่องคู่กัน คือ บังคับให้ปลากะพงไทยที่ส่งเข้าไปต้องมี Certificate of Analysis หรือ CoA และระงับนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ ได้แก่ กุ้งลายเสือ, กุ้งแชบ๊วย, กุ้งขาวแวนนาไม, กุ้งกุลาดำ และกุ้งน้ำเงิน จนกว่าไทยจะตอบแบบสอบถามด้านมาตรฐานความปลอดภัยอาหารให้ครบถ้วน”
โดย “ฝั่งไทยอธิบายว่า จุดเริ่มต้นมาจากไทยตรวจเข้มปลากะพงขาวจากมาเลเซีย หลังพบสารเคมีและยาปฏิชีวนะตกค้าง จึงยกระดับการตรวจสอบมาตั้งแต่ปลายปี 2568 ส่วนมาเลเซียตอบกลับด้วยการระงับนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ ซึ่งไทยมองว่ากระชั้นชิด เพราะได้รับแจ้งผ่านหนังสือสถานทูตมาเลเซียลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ก่อนมีผล 1 มิถุนายน เพียงไม่กี่วัน”


นอกจากนี้ “Sinar Harian (สื่อภาษามลายูของมาเลเซีย) รายงานชัดกว่านั้น โดยใช้กรอบว่าเป็นข้อพิพาทเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยอาหารระหว่างสองประเทศ และระบุว่ามาตรการของมาเลเซีย “ถูกมองว่าเป็นการตอบสนอง” ต่อเงื่อนไขนำเข้าที่ไทยเคยใช้กับสินค้าทะเลจากมาเลเซียก่อนหน้า อีกทั้งยังรายงานว่าทางการมาเลเซียอธิบายว่าเป็นหลัก “Timbal Balas” หรือหลักตอบแทน/ตอบสนองซึ่งกันและกัน สื่อต่างชาติโดยเฉพาะมาเลเซีย วางเรื่องนี้เป็นมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร แต่ในเนื้อข่าวเองก็เผยให้เห็นอีกชั้นว่า นี่คือ เกมตอบโต้ทางการค้า หลังไทยตรวจเข้มสินค้าประมงมาเลเซีย เพราะฉะนั้น เกมของคุณศุภจีจึงไม่ได้สู้แค่เรื่องกุ้ง แต่กำลังสู้เรื่อง นิยามของปัญหาด้วย ถ้ามาเลเซียนิยามสำเร็จว่าเป็น Food Safety ไทยจะเถียงยาก แต่ถ้าไทยพิสูจน์ได้ว่าเป็นมาตรการกระชั้นชิด ไม่ได้สัดส่วน หรือแฝงการตอบโต้ทางการค้า ไทยจะเปลี่ยนเกมจากเกษตรกรเดือดร้อน ให้กลายเป็นมาเลเซียใช้มาตรการการค้าไม่เป็นธรรมได้ทันที”
“ผลกระทบเชิงตัวเลขไม่ใหญ่มหาศาลระดับทั้งอุตสาหกรรม แต่หนักกับเกษตรกรและผู้ประกอบการภาคใต้ เพราะไทยส่งกุ้งไปมาเลเซียเฉลี่ย 300-400 ตันต่อเดือน มูลค่าประมาณ 44 ล้านบาทต่อเดือน กระทรวงพาณิชย์จึงตั้งเป้าดูดซับผลผลิตอย่างน้อย 400 ตันต่อเดือน ผ่าน 13 มาตรการ เช่น หาตลาดจีน สหรัฐ ญี่ปุ่น จับคู่ธุรกิจ เปิดจุดรับซื้อในพื้นที่ผลิต และระบายผ่านตลาดในประเทศ เพราะฉันอ่านเกมแบบสั้นๆ คือ เรื่องนี้มี 3 ชั้น ชั้นแรก คือ ความปลอดภัยอาหาร ไทยตรวจปลากะพงมาเลเซีย มาเลเซียตรวจ/ระงับสินค้าทะเลไทย นอกจากนี้ ชั้นที่สอง คือ มาตรการตอบโต้ทางการค้า เพราะหลายแหล่งข่าวระบุว่ามาเลเซียมองเรื่องนี้เป็นมาตรการตอบสนองต่อเงื่อนไขที่ไทยเคยใช้กับสินค้ามาเลเซีย และชั้นที่สาม คือ การบริหารความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ซึ่งเป็นจุดที่ศุภจีพยายามสื่อว่า กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้แค่ชวนคนไทยกินกุ้ง แต่กำลังเปิดตลาดใหม่ ระบายสต๊อก และเตรียมยกระดับเป็นประเด็นการค้าระหว่างประเทศ และศึกกุ้งไทย-มาเลเซีย ไม่ใช่แค่เรื่องกุ้งล้นตลาด แต่คือบททดสอบว่าไทยจะใช้กติกาการค้าโลกปกป้องเกษตรกรของตนได้เร็วและคมแค่ไหน”
อีกทั้ง “คุณศุภจีไม่ได้แก้ปัญหากุ้งไทย ด้วยการชวนคนไทยกินกุ้งเท่านั้น แต่กำลังเล่นพร้อมกัน 3 กระดาน คือ พยุงราคาในประเทศ เปิดตลาดใหม่ต่างประเทศ และยกระดับข้อพิพาทเข้าสู่กติกา WTO-อาเซียน นี่คือการแก้ปัญหาเกษตรกรแบบเห็นทั้งหน้าบ้าน หลังบ้าน และเวทีโลก รับมือเป็นสองสนามพร้อมกัน สนามแรก คือ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เกษตรกรไม่เจ็บหนัก อีกทั้ง สนามที่สอง คือ เปิดเกมเจรจา/กติกาการค้าระหว่างประเทศ เพื่อไม่ให้มาเลเซียใช้มาตรการลักษณะนี้ฝ่ายเดียวโดยไทยไม่มีโอกาสชี้แจง”
“ตั้งเป้าดูดซับกุ้งให้เท่ากับปริมาณที่ส่งออกไปมาเลเซีย ตัวเลขสำคัญ คือ ไทยส่งกุ้งไปมาเลเซียเฉลี่ยประมาณ 300-400 ตันต่อเดือน มูลค่าราว 44 ล้านบาทต่อเดือน กระทรวงพาณิชย์จึงตั้งเป้าว่า มาตรการช่วยเหลือต้องดูดซับผลผลิตให้ได้ไม่น้อยกว่า 400 ตันต่อเดือน เพื่อชดเชยตลาดที่ถูกปิดกะทันหัน แปลเป็นภาษาชาวบ้านคือ ไม่ได้แค่บอกว่า “คนไทยช่วยกันกินกุ้ง” แต่คำนวณปริมาณไว้ว่า ต้องระบายให้ได้ระดับเดียวกับตลาดมาเลเซียที่หายไป”
“ใช้หน่วยงานต่างประเทศหาตลาดใหม่ คือ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศถูกมอบหมายให้หาตลาดทดแทน โดยเฉพาะ จีน สหรัฐ ญี่ปุ่น และตลาดอาเซียน เช่น เมียนมา สิงคโปร์ พร้อมใช้เวทีงานแสดงสินค้า เช่น Top Thai Brands, Thailand Week, Online Business Matching และ SIAL ช่วงตุลาคม 2569 เพื่อดันกุ้งไทยออกต่างประเทศ ตรงนี้คือการแก้ระยะกลาง เพราะถ้าพึ่งตลาดมาเลเซียมากเกินไป พอเขาปิดด่านหรือระงับนำเข้า เกษตรกรไทยจะถูกบีบทันที”
อีกทั้ง “เปิดจุดรับซื้อและดึงกุ้งออกจากแหล่งผลิต กรมการค้าภายในจะเปิดจุดรับซื้อโดยตรงในพื้นที่สำคัญ เช่น สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และฉะเชิงเทรา รวมทั้งประสานผู้ส่งออก โรงงานแปรรูป และผู้ประกอบการเข้ารับซื้อจากพื้นที่โดยตรง นี่คือจุดสำคัญมาก เพราะปัญหากุ้งไม่ใช่แค่ขายไม่ได้ แต่ถ้าของติดบ่อ ติดแพ ติดห้องเย็น ราคาจะถูกกดลงทันที การเปิดจุดรับซื้อคือการพยุงราคาและลดอำนาจต่อรองของพ่อค้าคนกลาง”
“กระจายกุ้งสู่ตลาดในประเทศ มีการใช้โครงการไทยช่วยไทยพลัส/ธงฟ้า จัดคาราวานสินค้าประมง เปิดจุดจำหน่ายในกรุงเทพฯ ภาคอีสาน และภาคเหนือ รวมถึงเชื่อมกับห้างท้องถิ่นและแหล่งท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต กระบี่ ตรัง เพื่อดึงผลผลิตออกจากพื้นที่ผลิต พูดง่ายๆ คือ เอากุ้งออกจากจุดที่ล้น แล้วกระจายไปยังจุดที่ยังมีดีมานด์”
“ยกระดับเป็นประเด็น WTO และอาเซียน กระทรวงพาณิชย์ระบุว่าพร้อมหยิบเรื่องนี้ขึ้นหารือในเวที WTO และอาเซียน ขณะที่กรมประมงและ มกอช. จะหารือเร่งด่วนกับฝ่ายมาเลเซียเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร ส่วนสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ถูกสั่งให้ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด นี่คือการส่งสัญญาณว่า ไทยไม่ยอมให้เรื่องนี้ถูกตีความเป็นแค่ “ดุลพินิจฝ่ายเดียวของมาเลเซีย” แต่จะยกเข้ากรอบกติกาการค้าระหว่างประเทศว่า มาตรการแบบนี้มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์เพียงพอหรือไม่ กระชั้นชิดเกินไปหรือไม่ และเปิดโอกาสให้ไทยชี้แจงหรือไม่”
ทั้งนี้ “คุณศุภจีไม่ได้แก้ด้วยมิติเดียว แต่ใช้ยุทธศาสตร์ 3 ชั้น ชั้นแรก คือ ประคองเกษตรกร ดูดซับกุ้ง 400 ตันต่อเดือน เปิดจุดรับซื้อ เชื่อมโรงงาน ผู้ส่งออก ห้าง และตลาดในประเทศ ในส่วนชั้นที่สอง คือ เปิดตลาดทดแทน ผลักไปจีน สหรัฐ ญี่ปุ่น อาเซียน และใช้งานแสดงสินค้า/จับคู่ธุรกิจเป็นช่องทางระบาย ส่วนชั้นที่สาม คื่อ ยกระดับเป็นเกมกติกา นำเรื่องเข้าสู่กรอบ WTO และอาเซียน เพื่อบีบให้มาเลเซียต้องอธิบายมาตรการ ไม่ใช่ระงับนำเข้าโดยกระชั้นชิดฝ่ายเดียว”
ขอบคุณข้อมูลจาก : เอ็ดดี้ อัษฎางค์



