นางสมพร คีรีนิล​ เกษตรกรหมู่​ 6 ตำบลหาดขาม อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์​ หนึ่งในสมาชิกกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำยางชุมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ​ เปิดเผยในโอกาสให้การต้อนรับพลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคกลาง พร้อมด้วย นางสุพร ตรีนรินทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) และคณะอนุกรรมการฯ เดินทางไปเยี่ยมและติดตามความคืบหน้าในการใช้ประโยชน์จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริว่า ตั้งแต่มีอ่างเก็บน้ำทำให้พื้นที่มีน้ำเพียงพอแก่การทำการเกษตรอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผลผลิตมีความสมบูรณ์ขายได้ราคา ได้แบ่งพื้นที่ทำกินออกเป็น​ 3 แปลง ​แปลงที่​ 1 พื้นที่​ 9 ไร่ ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง แปลงที่​ 2 พื้นที่​ 26 ไร่ ทำไร่นาสวนผสม และแปลงที่​ 3 พื้นที่​ 21 ไร่ ปลูกทุเรียน สับปะรด อะโวคาโด พริก มะนาว มะพร้าว มะละกอ​ กาแฟ โกโก้ และพืชผักสวนครัว​ จากการขายผลผลิตในแต่ละปีจะมีรายได้ไม่น้อยกว่า​ 300,000 – 400,000 บาท ครอบครัวไม่มีหนี้สิน​มีความสุข​ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“เมื่อตอนอายุ 10 ขวบได้รับพระราชทานชุดนักเรียน 3 ชุด รองเท้า 1 คู่และอุปกรณ์การเรียน จากในหลวงรัชกาลที่ 9 รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณมาก ตอนนั้นครอบครัวทำนากุ้งแต่ประสบความล้มเหลวขาดทุนกว่า 3 ล้านบาท หมดตัวรถหกล้อ 1 คันถูกยึด บ้านจะถูกธนาคารยึด ต่อมาจึงเข้าเป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และได้รับน้ำจากอ่างเก็บน้ำยางชุมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทำการเกษตรแบบผสมผสานจึงค่อยๆ ฟื้นตัวช่วงที่ผลผลิตพืชชนิดหนึ่งราคาตกก็จะมีผลผลิต อีกชนิดหนึ่งที่มีราคาเข้ามาทดแทน จึงไม่ขาดทุนแถมมีกำไรพอที่จะนำมาใช้หนี้และไปไถ่ถอนรถบ้านที่ถูกยึดไปกลับคืนมา และ ในปี 2558 ได้รับโล่รางวัลหนึ่งความดีเพื่อพ่อของแผ่นดิน รู้สึกภาคภูมิใจและมีความสุขกับการเดินตามคำที่พ่อหลวงสอน” นางสมพร คีรีนิล​ กล่าว

สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำยางชุมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลหาดขาม อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์นั้น นายประภาศ โต้ตอบ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2546 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระราชดำริให้พิจารณาเพิ่มปริมาณการเก็บกักของอ่างเก็บน้ำยางชุม เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ป่ากุยบุรี ตลอดจนส่งน้ำให้พื้นที่เพาะปลูกที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ และมีพระราชดำริเพิ่มเติมในการทำระบบกระจายน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ โดยพิจารณาก่อสร้างฝายต้นน้ำ (Check Dam) และสร้างสระน้ำขนาดเล็กตามลำห้วยในพื้นที่เหนืออ่าง เพื่อช่วยเก็บกักน้ำ และช่วยชะลอน้ำไม่ให้เกิดน้ำท่วม ต่อมาหน่วยงานที่ร่วมดำเนินงานสนองพระราชดำริ ดำเนินการเพิ่มระดับเก็บกักน้ำ ส่งผลทำให้พื้นที่มีความชุ่มชื้นโดยเฉพาะป่าไม้โดยรอบทำให้ช้างป่ามีแหล่งน้ำและอาหาร โดยเพิ่มพื้นที่รับประโยชน์จาก 15,300 ไร่ เป็น 20,300 ไร่ อีกทั้งยังช่วยบรรเทาอุทกภัยที่เกิดขึ้นกับลุ่มน้ำกุยบุรี ช่วยผลักดันน้ำเค็มในคลองกุยบุรีในช่วงหน้าแล้ง และเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืด รวมทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนสร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่อีกด้วย นอกจากนี้ยังได้มีการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำตั้งแต่ปี 2533 มีสมาชิก 220 ราย เคยได้รับรางวัลสถาบันเกษตรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2543 ต่อมาจึงได้ยกระดับเป็น สหกรณ์การเกษตรชลประทานยางชุม จำกัด มีสมาชิกจำนวน 300 ราย ปัจจุบันได้จัดตั้งเป็นคณะกรรมการจัดการชลประทาน

“ปัจจุบันประชาชนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการได้น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปฏิบัติใช้ในชีวิตประจำวัน พื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่จะปลูกสับปะรด มะม่วง และไม้ให้ผลยืนต้น ผสมผสานกับพืชผักสวนครัว และจากที่ส่วนมากประสบความสำเร็จในการทำกินจึงเป็นผลให้ประชาชนที่อาศัยทางท้ายน้ำได้มีการปรับเปลี่ยนการทำกินมาทำการเกษตรเช่นเดียวกันนี้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งปริมาณน้ำต้นทุนที่มีในปัจจุบันถือว่ายังเพียงพอกับความต้องการใช้ของประชาชน”
นายประภาศ โต้ตอบ กล่าว