สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ว่า ดับเบิลยูเอชโอ กล่าวในแถลงการณ์ว่า องค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยมะเร็ง (ไอเออาร์ซี) ทำการประเมินผลกระทบของแอสปาร์แตมที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง

หลังจากนี้ คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญร่วมระหว่างองค์การอาหารและเกษตร และองค์การอนามัยโลกแห่งสหประชาชาติ ว่าด้วยวัตถุเจือปนอาหาร (เจอีซีเอฟเอ) จะปรับปรุงแบบประเมินความเสี่ยงของแอสปาร์แตม ได้แก่ การทบทวนปริมาณการบริโภคประจำวันที่ยอมรับได้ และการประเมินการสัมผัสแอสปาร์แตมทางอาหารด้วย

แอสปาร์แตม เป็นสารให้ความหวานที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในเครื่องดื่มและอาหารทั่วไป เช่น ไดเอตโค้ก, หมากฝรั่งไม่มีน้ำตาล และโยเกิร์ต แม้กระทั่งในยาอมแก้ไอ และยาสีฟันบางชนิด ก็มีสารตัวนี้อยู่เช่นกัน กระนั้น ไอเออาร์ซีระบุว่า มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่า แอสปาร์แตมมีความสัมพันธ์ต่อการเกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังไม่ชัดเจน

ขณะที่ นางฟรานเซส ฮันต์-วู้ด เลขาธิการสมาคมสารให้ความหวานระหว่างประเทศ (ไอเอสเอ) กล่าวในแถลงการณ์ว่า ไอเออาร์ซีไม่ใช่หน่วยงานด้านความปลอดภัยของอาหาร และไม่สามารถหาข้อสรุปของการเป็นสารก่อมะเร็งได้ จนกว่ารายงานประเมินทั้งสองฉบับจะถูกเผยแพร่

“แอสปาร์แตมเป็นหนึ่งในส่วนผสมที่ได้รับการวิจัยอย่างละเอียดถี่ถ้วนที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยหน่วยงานด้านความปลอดภัยของอาหารมากกว่า 90 แห่งทั่วโลก ยืนยันว่ามันปลอดภัย” ฮันต์-วู้ด กล่าวเพิ่มเติม

นอกจากนี้ สภาสมาคมเครื่องดื่มระหว่างประเทศ (ไอซีบีเอ) ซึ่งเป็นองค์กรการค้าสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ยังประณามการรั่วไหลของรายงาน ซึ่งอาจสร้างความเข้าใจผิดแก่ผู้บริโภค และทำให้พวกเขาบริโภคน้ำตาลมากขึ้น แทนที่จะเลือกสารให้ความหวานที่ไม่มีน้ำตาล หรือมีน้ำตาลน้อย

ทั้งนี้ การจัดประเภทให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่อาจก่อให้เกิดมะเร็จ คือความเคลื่อนไหวล่าสุดของดับเบิลยูเอชโอ หลังจากเมื่อเดือนที่แล้ว ดับเบิลยูเอชโอแนะนำให้ผู้บริโภคหยุดใช้สารให้ความหวานที่ไม่ใช่น้ำตาล เพื่อควบคุมน้ำหนัก โดยให้เหตุผลว่า มันไม่สามารถช่วยลดน้ำหนักได้ ทว่าคำแนะนำดังกล่าว ไม่ได้ชี้ถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพ ที่อาจเกิดขึ้นแต่อย่างใด.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES