สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 2 ก.ค. ว่านายเฌราร์ ดาร์มาแน็ง รมว.กระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศส แถลงเกี่ยวกับการระดมกำลังตำรวจมากกว่า 45,000 นาย กระจายกันลงพื้นที่ทั่วประเทศ ระหว่างวันเสาร์ที่ผ่านมาจนถึงวันอาทิตย์ เพื่อควบคุมสถานการณ์ประท้วง และการจลาจลตามเมืองใหญ่หลายแห่ง และเปิดเผยด้วยว่า เจ้าหน้าที่จับกุมผู้ก่อความไม่สงบอย่างน้อย 1,311 คนทั่วประเทศ ระหว่างวันศุกร์ถึงวันเสาร์
ทั้งนี้ ความไม่สงบและความรุนแรงในฝรั่งเศสยืดเยื้อตั้งแต่วันที่ 27 มิ.ย. ที่ผ่านมา จากกรณีตำรวจยิงสังหาร “นายนาเฮล เอ็ม” วัย 17 ปี ระหว่างเผชิญหน้ากันที่ด่านตรวจ ในเมืองน็องแตร์ ทางตะวันตกของกรุงปารีส เนื่องจากนาเฮลฝ่าฝืนกฎจราจร หลังจากนั้น รถยนต์ของนาเฮลเสียหลักพุ่งชนสิ่งกีดขวาง และเจ้าตัวเสียชีวิต
Manifestations après la mort de Nahel: des manifestants très jeunes sur les Champs-Élysées, mais pas de dégradation pic.twitter.com/GvgTbBDrv3
— BFMTV (@BFMTV) July 1, 2023
Marseille: une boutique pillée du côté de la rue Colbert
— BFMTV (@BFMTV) July 1, 2023
➡ 43 personnes interpellées pic.twitter.com/uLAEbx3I9R
ด้านประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส ประชุมฉุกเฉินกับคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันศุกร์ เรียกร้องผู้ปกครองเพิ่มการให้ความดูแลบุตรหลาน เนื่องจากได้รับรายงานว่า ผู้ประท้วงซึ่งถูกจับกุมจำนวนไม่น้อย “ยังเด็กมาก” บางคนมีอายุเพียง 13 ปี และประณามกลุ่มผู้ก่อการจลาจล ที่อาศัยการเสียชีวิตของนาเฮล “เป็นข้ออ้างเพื่อก่อความรุนแรง”
ขณะเดียวกัน มาครงขอความร่วมมือไปยังบริษัทเครือข่ายสังคมออนไลน์ ให้ปิดกั้นหรือลบเนื้อหารุนแรง และช่วยแจ้งเบาะแส บุคคลที่ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นสื่อกลางในการปลุกระดม และกล่าวว่า เจ้าหน้าที่จะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด เพื่อควบคุมสถานการณ์ แม้ผู้นำฝรั่งเศสยังคงปฏิเสธ การใช้คำสั่งสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ยกเลิกกำหนดการเยือนเยอรมนี เพื่อเฝ้าสังเกตการณ์สถากนารณ์ในประเทศอย่างใกล้ชิด
ขณะที่ครอบครัวของนาเฮลจัดพิธีศพให้กับบุตรชาย ที่มัสยิดแห่งหนึ่งในเมืองน็องแตร์ บรรยากาศเป็นไปอย่างเรียบร้อย นางมูเนีย มารดาของนาเฮล กล่าวว่า เธอไม่เหมารวมว่าตำรวจทั้งองค์กร “เป็นผู้ร้าย” เธอขอเจาะจงเฉพาะกับบุคคลที่ลั่นไกปืนใส่บุตรชายของเธอเท่านั้น คือเจ้าหน้าที่วัย 38 ปี ซึ่งถูกดำเนินคดี “ฆาตกรรมโดยบันดาลโทสะ” สังหารบุตรชายของเธอ “เพียงเพราะมีใบหน้าของคนอาหรับ” หมายถึงเชื้อสายแอลจีเรียของครอบครัว
สถานการณ์ที่เกิดขึ้น จุดประเด็นการวิจารณ์เกี่ยวกับ “การใช้อำนาจเกินขอบเขตของเจ้าพนักงาน” และทำให้หลายฝ่ายนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์จลาจลเมื่อปี 2548 ซึ่งมีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 6,000 คน โดยมีชนวนเหตุจากการที่เด็กชายชาวแอฟริกันสองคนเสียชีวิตระหว่างการติดตามจับกุมของตำรวจ และกฎหมายควบคุมการใช้อาวุธฉบับปี 2560 ที่อนุญาตให้ตำรวจสามารถใช้อาวุธกับผู้ซึ่งขัดขืนคำสั่ง.
เครดิตภาพ : AFP






