สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ว่า นพ.เทดรอส แอดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการดับเบิลยูเอชโอ กล่าวว่า มาลาเรียยังคงเป็นโรคที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดในทวีปแอฟริกา และมันทำให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบ เสียชีวิตเกือบ 500,000 คนในทุกปี

วัคซีน “อาร์ทีเอส, เอส” หรือ “มอสกีริกซ์” (RTS, S/Mosquirix) ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท แกล็กโซสมิธไคลน์ (จีเอสเค) ของสหราชอาณาจักร ถูกแจกจ่ายให้กับเด็กมากกว่า 1.7 ล้านคนใน 3 ประเทศในแอฟริกา ได้แก่ กานา, เคนยา และมาลาวี ตามส่วนหนึ่งของโครงการนำร่อง

“วัคซีนนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้โรคมาลาเรียที่รุนแรง และจำนวนการเสียชีวิตของเด็กลดลงอย่างมาก” นพ.เทดรอส กล่าวเพิ่มเติม

นอกเหนือจากสามประเทศข้างต้น ซึ่งจะได้รับวัคซีนต่อไป ประเทศในแอฟริกาอีก 9 ประเทศ ได้แก่ เบนิน, บูร์กินาฟาโซ, บุรุนดี, แคเมอรูน, สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก), ไลบีเรีย, ไนเจอร์, เซียร์ราลีโอน และยูกันดา จะได้รับวัคซีนป้องกันโรคมาลาเรียเช่นกัน โดยคาดว่าวัคซีนชุดแรกจะส่งถึงประเทศเหล่านี้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2566 และจะเริ่มใช้ในช่วงต้นปี 2567

ยิ่งไปกว่านั้น นพ.เทดรอส ยังกล่าวว่า วัคซีนป้องกันโรคมาลาเรียตัวที่ 2 หรือ “อาร์21/เมทริกซ์-เอ็ม” (R21/Matrix-M) ซึ่งพัฒนาโดยมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด และผลิตโดยสถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย (เอสไอไอ) อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นโดยดับเบิลยูเอชโอ เพื่อทำให้มั่นใจว่า ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่จัดส่งให้กับประเทศมีรายได้น้อย มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

อนึ่ง ดับเบิลยูเอชโอ, ยูนิเซฟ และกาวี ประมาณการร่วมกันว่า ความต้องการวัคซีนป้องกันโรคมาลาเรียทั่วโลก อาจสูงถึง 40-60 ล้านโด๊สต่อปี ภายในปี 2569 และอยู่ที่ 80-100 ล้านโด๊สต่อปี ภายในปี 2573.

เครดิตภาพ : AFP