7 กรกฎาคม 2566 ครบรอบปีที่ 20 “2 ทศวรรษ แห่งการสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ” เป็น 1 ในองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ มีหน้าที่รับผิดชอบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เด็กและเยาวชนตั้งแต่ระดับอนุบาล 3 ขวบ จนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ปัจจุบันมีสถานศึกษาในสังกัด 29,312 แห่ง มีครู และบุคลากรทางการศึกษา  5 แสนกว่าคน ดูแลนักเรียนในสังกัดทั่วประเทศมากกว่า 6.5 ล้านคน

โอกาสวันสำคัญในการก้าวเข้าสู่ปีที่ 21 ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ได้ประเมินผลการดำเนินงานของ สพฐ. ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ว่า หากมองความสำเร็จใน “มิติโอกาสทางการศึกษา ความทั่วถึง และความเท่าเทียม” สพฐ.จัดได้ดี  มีสถานศึกษาทั่วถึงทุกพื้นที่ โดยมีทั้งโรงเรียนปกติ โรงเรียนเฉพาะทาง โรงเรียนการศึกษาสงเคราะห์ และโรงเรียนการศึกษาพิเศษ ดูแลครอบคลุมเด็กทั้ง 3 กลุ่ม คือ เด็กปกติ เด็กที่มีความสามารถพิเศษ และเด็กด้อยโอกาส มีระบบการติดตามเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้ได้กลับเข้ามาเรียน แต่ก็ยอมรับว่ามีเด็กที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์ เด็กเร่รอน ผู้ปกครองย้ายถิ่นที่อยู่โดยไม่แจ้งสถานศึกษา ยังตกหล่นอยู่ในสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อย

แต่ใน “มิติคุณภาพ” ซึ่งเป็นมิติที่สังคมคาดหวัง ว่า หลังจากเด็กจบการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว ควรมีคุณสมบัติเป็นคนเก่ง ดี มีความสุข และเป็นต้นทุนมนุษย์ที่มีความสามารถ มีศักยภาพ อยู่บนโลกได้อย่างมีความสุข มีงานทำ นั้น คุณภาพของ สพฐ.ยังมีความแตกต่างหลากหลาย และยังมีมาตรฐานที่ไม่เท่าเทียมกันของโรงเรียนแต่ละแห่งทั่วประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องมีการพัฒนาอยู่ค่อนข้างสูง และ หากเจาะลึกในคุณภาพของผู้เรียน พบว่า ไม่น่าเป็นห่วงเรื่องความเก่งรู้ทางวิชาการ รู้ทางเทคโนโลยี เด็กทุกวันนี้เรียนรู้เร็ว กล้าคิด กล้าแสดงออก แต่ที่น่าเป็นห่วง คือ ความดีงาม รูปแบบกระบวนการคิด จิตวิญญาณที่ใฝ่ดี    

ดังนั้น“มิติคุณภาพ” จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในทศวรรษที่ 3 ของ สพฐ.ว่า ในห้วงเวลา 20 ปี ที่ผ่านมา สพฐ. สามารถจัดการศึกษาให้เด็กทุกคนมีโอกาสทางการศึกษา มีความทั่วถึง มีความเท่าเทียมแล้ว ถ้าจะทำให้เกิดคุณภาพ จะมีวิธีการบริหารจัดการอย่างไร สำหรับเรื่องที่เจาะลึกในคุณภาพของผู้เรียน นั้น  ต้องทำในภาพรวมใหญ่ โดยทุกฝ่ายจะต้องคุยกันเชิงระบบของประเทศ ว่า เราจะปรับอัตลักษณ์ ภาพลักษณ์ ตัวตนของคนในชาติอย่างไร และ เมื่อได้เป้าหมายร่วมกันแล้ว  สพฐ. ซึ่งมีหน้าที่ในการเตรียมคนยุคใหม่ ก็ต้องมาทบทวน ว่า จะมีการปรับหลักสูตร ปรับรูปแบบการเรียน เปลี่ยนการสอนอย่างไร เพื่อให้ได้ตามเป้าหมายคุณลักษณะของคนไทยในอนาคต

เลขาธิการ กพฐ.บอกด้วยว่า ปัจจุบันนี้อัตราการเกิดของประชากรลดลง การคมนาคมสะดวกรวดเร็วมากกว่าเดิม ผู้ปกครองมีความตระหนักว่าการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ เด็กๆอยากเรียนในโรงเรียนที่มีความพร้อมและดี ด้วยปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้โรงเรียนที่อยู่ในเมือง โรงเรียนประจำจังหวัด กลายเป็นโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง เด็กๆสมัครเข้าเรียนเกินกว่าจำนวนที่โรงเรียนจะรับได้ ขณะเดียวกันโรงเรียนรอบนอก กลายเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คน ดังนั้น ความท้าทายของ สพฐ.คือ ต้องปรับขนาดโรงเรียนให้มีขนาดพอเหมาะพอดี มีวิธีบริหารจัดการเรียนรวมกัน มีใช้ทรัพยากรร่วมกัน มีครูครบชั้น มีสื่อที่ทันสมัยอยู่ไหนก็เรียนได้ ให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติให้มากขึ้น มีทักษะมากขึ้น ซึ่งการจัดการศึกษาต่อไปนี้จะจัดแค่ให้รู้และจำไม่เพียงพอแล้ว ต้องสามารถนำความรู้ที่จำและเข้าใจไปใช้ลงมือปฏิบัติ แก้ไขปัญหาชีวิต ใช้ในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ ที่เรียกว่า “คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น”

การบริหารจัดการโรงเรียนให้เป็นโรงเรียนคุณภาพ จำเป็นที่จะต้องจำแนกโรงเรียน ออกเป็น 3 กลุ่มหลักใหญ่ ๆ ได้แก่ 1.กลุ่มโรงเรียนที่ไปสู่ความเป็นเลิศ หรือ แข่งขันสูง ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ มีเด็กที่ต้องการเข้าเรียนเป็นจำนวนมาก 2. กลุ่มโรงเรียนปกติ ซึ่งกลุ่มนี้มีโรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมาก โดยเป็นโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กถึงกว่า 15,000 โรง จะทำอย่างไรจึงจะมีจำนวนที่พอดีควรจะเหลือไม่เกิน 8,000 โรง และ 3. กลุ่มโรงเรียนที่จำเป็นต้องคงอยู่ คือ กลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กที่ดำรงอยู่ได้ด้วยตนเอง ( Stand Alone) ที่อยู่บนเกาะแก่ง บนดอย บนภูเขาสูง

“ ใน 10 ปีข้างหน้า ผมอยากเห็น สพฐ.เป็นหน่วยงานจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มีการกระจายอำนาจลงสู่โรงเรียน หรือ เขตพื้นที่การศึกษามากขึ้น พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับโรงเรียน แต่ขณะเดียวกันโรงเรียนต้องมีศักยภาพและขนาดที่พอเหมาะพอดีที่จะบริหารจัดการตนเองได้ โดยทุกภาคส่วนในท้องถิ่นนั้นๆเข้ามามีส่วนร่วมดูแลการจัดการศึกษาของคนในถิ่นของตนเองมากขึ้น หรือที่เรียกว่า การมีส่วนร่วมของทุกคน” ดร.อัมพร กล่าวทิ้งท้าย.