ภายหลังจากที่ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคค่ายสะตอ ฉะนั้นค่ายสีฟ้าจำเป็นจะต้องหา “จ่าฝูง” คนใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่ โดยเฉพาะการรีแบรนด์พรรคใหม่ให้ทันสมัย ปรับเปลี่ยนจากสิ่งเดิมๆ เก่าๆ โบราณไดโนเสาร์
ทั้งนี้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ประชาธิปัตย์ สถาบันการเมืองมีอายุเก่าแก่ 78 ปี นัดประชุมใหญ่วิสามัญ วาระสำคัญเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหาร (กก.บห.) ชุดใหม่ ท่ามกลางกระแสข่าวบุคคลเสนอตัวลงชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคคนใหม่ทั้ง นายอลงกรณ์ พลบุตร ผู้ประกาศเป็นคนแรก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, นายเดชอิศม์ ขาวทอง, นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์, นายนราพัฒน์ แก้วทอง หรือแม้แต่น.ส.วทันยา บุนนาค ซึ่งบางคนก่อนการประชุมใหญ่พรรคจะเริ่มขึ้น ได้ขอถอนตัวไม่ลงชิงตำแหน่งหัวหน้า
แน่นอนว่าที่น่าจับตาคงหนีไม่พ้น 2 คู่ จาก 2 ขั้วในพรรค อย่างขั้วแรก “มาร์ค-อภิสิทธิ์” ลูกศิษย์เอก “นายหัวชวน” ส่งเข้าประกวด ส่วนคู่แข่งเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก “นราพัฒน์ แก้วทอง” ซึ่งแม่บ้าน ปชป. อย่าง “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” ส่งชิงหวังโค่นอำนาจเก่าในพรรคเก่าแก่ เพื่อให้ “แม่ทัพคนใหม่” นำพาพรรคสู่การเปลี่ยนแปลงก้าวทันโลกยุคใหม่ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าล้วนเป็นโจทย์หิน โจทย์ยาก เพราะต้องสู้กับขั้วอนุรักษนิยมสนามแม่เหล็กกลุ่มอำนาจเก่า

เห็นได้จากการการประชุมใหญ่วิสามัญพรรคประชาธิปัตย์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาล้มไม่เป็นท่า เพราะองค์ประชุมไม่ครบเหลือเพียง 201 คน จากข้อบังคับกำหนดไว้ว่าจะต้องมีเสียง 250 คน แว่วๆ ว่า สาเหตุเกิดจาก “กลุ่มเพื่อนมาร์ค” ที่ต้องการให้อภิสิทธิ์คัมแบ๊กเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง ไม่ได้อยู่ร่วมองค์ประชุมด้วย เนื่องจากกังวลว่าผลคะแนนจะตกเป็นรองคู่แข่ง เสียท่าพลาดเก้าอี้หัวหน้าประชาธิปัตย์
ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา เป็นการตอกย้ำ “ค่ายสีฟ้า” ว่าบรรดาบ้านใหญ่ หลายซุ้มที่ว่าแน่ ยังร่วงกันเป็นระนาว ตีแตกแพ้ยับเยิน “มนต์เสื่อมสลาย” เลือกตั้ง “แลนด์ไถล” พ่ายยกจังหวัด ฉะนั้นถือเป็นโจทย์ใหญ่ของ “ค่ายสีฟ้า” ในยุคผลัดใบ จำเป็นต้อง “รีแบรนด์พรรค” ครั้งใหญ่ แต่ในยุคนี้หลายคนรู้ดีว่า การกุมบังเหียน “ผู้นำ ปชป.” ในยุคดิ่งสุดไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องลงทุนลงแรง และที่สำคัญต้องมีกลุ่ม “ทุนหนา-โปรไฟล์ดี” เพราะอย่าลืมว่าต้องมองเกมยาวข้ามชอตไปถึงสูตรพลิกขั้วจับมือตั้งรัฐบาลในอนาคตด้วย หาก “ก้าวไกล” ตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ
เกมกระดานระหว่าง “ขั้วอำนาจเก่า” กับ “ขั้วใหม่” ยังไม่จบ แค่เปิดฉากก็งัดข้อประลองกำลังอำนาจกันแบบโนสน โนแคร์ เพราะทั้ง 2 ขั้วมั่นใจเสียงสมาชิกในมือว่ามีโอกาสชนะสูง ใส่เกียร์เดินหน้าไม่มีใครยอมใคร นี่แค่บทสรุปในด่านแรก จากนี้จึงต้องจับตาการช่วงชิงเสียงโหวต ซึ่งเป็นเสมือนด่านชี้ชะตาว่า ที่สุดแล้ว “จ่าฝูง” คนใหม่จะเป็นใคร จะช่วยนำพาค่ายสีฟ้าฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปได้หรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไป.



