สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 10 ก.ค. ว่า นางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) กล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งนิวซีแลนด์กับอียูเห็นชอบเมื่อเดือน มิ.ย. 2565 ภายหลังการเจรจาอย่างยากลำบากนาน 4 ปี “มีความทะเยอทะยาน”
“มันคือข้อตกลงการค้าเสรีที่มีความสมดุลอย่างมาก” ฟอน แดร์ เลเยน กล่าวเพิ่มเติม “นิวซีแลนด์เป็นหุ้นส่วนสำคัญสำหรับพวกเรา ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และข้อตกลงการค้าเสรีนี้จะทำให้เราใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น”
อีกด้านหนึ่ง นายกรัฐมนตรีคริส ฮิปกินส์ ผู้นำนิวซีแลนด์ กล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ และเป็นประโยชน์อย่างมากต่อทั้งสองฝ่าย
???????????? ????????WE’VE SIGNED OUR TRADE DEAL WITH NEW ZEALAND!
— Valdis Dombrovskis (@VDombrovskis) July 9, 2023
This landmark agreement will unlock new opportunities for EU businesses & our farmers.
It’s also the most sustainable
free trade agreement ever.
Why this deal matters ???? https://t.co/fKZ9FZur9T pic.twitter.com/RScoKQSdDJ
ทั้งนี้ อียูเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 3 ของนิวซีแลนด์ ที่นำเข้าไวน์ ผลไม้ และเนื้อสัตว์ โดยการค้าทวิภาคีระหว่างสองฝ่ายมีมูลค่าเกือบ 9,000 ล้านยูโร (ราว 347,000 ล้านบาท) เมื่อปีที่แล้ว
ตามข้อมูลของอียู การส่งออกของสหภาพไปยังนิวซีแลนด์อาจเพิ่มขึ้น 4,500 ล้านยูโรต่อปี (ราว 173,000 ล้านบาท) อีกทั้งการลงทุนของอียูในนิวซีแลนด์ อาจเพิ่มขึ้นมากถึง 80% เช่นกัน นอกจากนี้ ข้อตกลงข้างต้นยังรวมถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกสำหรับสนธิสัญญาการค้าของอียูด้วย
“นับเป็นครั้งแรกในข้อตกลงการค้า ที่พวกเรารวมข้อผูกพันเกี่ยวกับข้อตกลงปารีส ฉบับปี 2558 ซึ่งจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส” ฟอน แดร์ เลเยน กล่าว “ด้วยพันธกรณีด้านสังคมและสภาพอากาศอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ข้อตกลงดังกล่าวจึงขับเคลื่อนการเติบโตอย่างสมเหตุผล และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจของยุโรป”.
เครดิตภาพ : AFP



