เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี มาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม โดยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล กล่าวสรุปและแสดงวิสัยทัศน์แคนดิเดตนายกฯ ว่า เป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตตนที่ได้รับการเสนอชื่อจากเพื่อนสมาชิกให้มีการลงมติเลือกนายกฯ คนที่ 30 ของประเทศไทย สำหรับวิสัยทัศน์ ตนได้พูดผ่านการดีเบตสื่อสารไปยังประชาชนทั้งหมดแล้วเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา ดังนั้นสิ่งที่ตนจะสื่อสารในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่จะสื่อสารกับประชาชนข้างนอกสภาอีกต่อไป เราจะต้องสื่อสารกับคนที่อยู่ในสภาที่นี่ 750 และต้องสื่อสารตรงๆ ไปกับท่านวุฒิสภาว่า จริงๆ แล้วหลังจากที่ตนได้ฟังการอภิปราย หลังจากที่ตนได้ทำงานกับพวกท่านมาโดยตลอด 4 ปี ตนคิดว่า ท้ายที่สุดแล้วเราก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไร ตนก็ได้แสดงวิสัยทัศน์หลายๆ ครั้ง ตั้งแต่การทำงานร่วมกันของพวกเราในครั้งแรก

“แม้กระทั่งเรื่องการเสนอแก้ไขมาตรา 272 ผมก็จำได้ว่ามี ส.ว. ลุกขึ้นอภิปราย และตอนนั้นปิดสวิตช์ตัวเองถึง 63 คน แต่ตอนนี้งดออกเสียงไม่ได้แล้วนะครับ ปิดสวิตช์ตัวเองไม่ได้แล้วครับ เพราะว่าตอนนี้ ถ้าการที่จะทำให้การเลือกนายกฯ ไปต่อได้ งดออกเสียงไม่ถือว่าเป็นการปิดสวิตช์ตัวเอง แต่ว่าเป็นการที่ไม่สามารถที่จะทำให้การเลือกนายกฯ ครั้งนี้ไปต่อได้ แต่ก็แสดงให้เห็นว่า เราก็มีอะไรเหมือนกันมากกว่าความแตกต่าง ที่เราอาจจะเห็นต่างกันในหลายเรื่อง” นายพิธา กล่าว

นายพิธา อย่างไรก็ตาม ตนทราบดีว่าท่านยังมีความคลางแคลงใจในตน และวันนี้ก็แสดงให้เห็นชัดว่า น่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับนโยบาย จุดยืนเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งตรงนี้ตนอยากเรียนว่า ตนฟังดูแล้ว ตนคิดว่าเป้าหมายของพวกเราทั้งสภาเหมือนกัน เพียงแต่วิธีในการที่จะประเมินและวิธีในการที่จะเข้าถึงเป้าหมายนั้นต่างกัน ในมุมมองของตนวิธีการที่จะทำให้เป้าหมายที่พวกเราเห็นตรงกัน คือการธำรงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่คู่กับประเทศในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขนั้น ต้องไม่อนุญาตให้ใครใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือในการโจมตีกันทางการเมือง

นายพิธา กล่าวว่า ตนจึงอยากจะชวนทุกท่านมองกันยาวๆ ไม่ใช่แค่วันนี้อย่างเดียว มองกลับไปในอดีตด้วย มองปัจจุบันและมองไปยังอนาคตว่าถ้าเกิดเรานับย้อนหลังกลับไปถึงปี 2549 เป็นหมุดหมายสำคัญเหลือเกิน ในฐานะจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งในสังคมไทย เราจะเห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของคนบางกลุ่มมาตั้งแต่เวลานั้น เพื่อล้มรัฐบาลเลือกตั้ง ถึง 2 ครั้ง 2 ครา กลุ่มคนที่มีผลประโยชน์ส่วนตนและไม่มีเครดิตทางสังคมล้วนต้องดึงสถาบันมาอ้างอึงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเมือง หรือกลุ่มธุรกิจ มันไม่ใช่พวกเราหรือที่ผูกสถานการณ์มาจนถึงปัจจุบันในวันนี้ แล้วต้องให้คนรุ่นใหม่มารับผิดชอบกับสิ่งที่พวกเราพยายามผูกกันมาถึงปัจจุบัน

“มีหลายกลุ่มหลายพวกที่ต้องการที่จะสกัดกั้นไม่ให้ผมเป็นนายกฯ ไม่ต้องการให้รัฐบาลเสียงข้างมากตั้งรัฐบาลได้ เพราะเขากำลังจะเสียผลประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นสัมปทาน ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ทางธุรกิจ ก็จงใจดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้ปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง แล้วก็จับมาเป็นคู่ตรงข้ามกับผลการลงคะแนนเสียงของประชาชนในวันที่ 14 พ.ค. วันนี้ผมถึงอยากที่จะเชิญชวนวิญญูชน ให้มีสติ ไตร่ตรองให้ดีว่าการทำเช่นนี้ มีราคาและมีต้นทุนอย่างไรกับสังคม ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าถ้าไม่มีใครชูคำขวัญเราจะสู้เพื่อในหลวง เพื่อโค่นล้มรัฐบาล ถ้าไม่มีใครอิงแอบสถาบันเพื่อก่อรัฐประหาร ถ้าไม่มีใครเอาเรื่องล้มล้างสถาบันมาปลุกปั่นทางการเมือง ให้คนเกลียดชังกันเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ถ้าเราไม่ใช้มาตรา 112 มาเป็นเครื่องมือมาทำลายล้างกัน ความขัดแย้งในสังคมไทยคงไม่มาถึงจุดนี้” นายพิธา กล่าว

นายพิธา กล่าวต่อว่า ถึงเวลาแล้วที่พวกเราต้องเผชิญหน้าปัญหาใหม่ อย่างมีวุฒิภาวะ แก้ปัญหาที่ต้นตอด้วยการยุติการนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นประเด็นทางการเมือง แล้วหากุศโลบายเพื่อที่จะพัฒนารักษาไว้ซึ่งความสัมพันธ์อันดีระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชน ท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนไป จัดวางพระราชฐานะ จัดวางพระราชอำนาจ ให้เหมาะสมสอดคล้องกับประชาธิปไตยสมัยใหม่ ทำแบบนี้ สถาบันที่เรารักถึงจะดำรงอยู่ได้อย่างสง่างามในสังคมไทย  

“สุดท้ายผมอยากเสนอตัวเองให้เป็นฉันทามติใหม่สำหรับความปกติใหม่ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง มันเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อสิ่งใหม่เกิดขึ้นย่อมถูกต่อต้าน จากสิ่งเก่า แต่สุดท้ายผมเชื่อว่าสังคมไทย จะหาจุดลงตัวได้ เป็นจุดลงตัวที่ไม่มีใครได้ทั้งหมด และไม่มีใครเสียทั้งหมด เหมือนอย่างที่เราพูดคุยกันในวันนี้ เป็นจุดลงตัวที่พวกเราพูดคุยกันได้ แม้จะไม่เห็นตรงกันทุกเรื่อง แต่จะไปถึงจุดนั้นได้เราต้องสร้างสังคมไทยให้พร้อมรับความแตกต่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างหลากหลายทางเพศ เชื้อชาติ ศาสนา รวมถึงความคิดทางการเมือง และนี่คือก้าวที่สำคัญของสังคมไทยในการสร้างฉันทามติใหม่ที่เป็นเรื่องของกระบวนการจัดการความขัดแย้งด้วยกระบวนการทางประชาธิปไตย ฉันทามติใหม่ไม่ได้แปลว่าทุกคนในสังคมคิดเหมือนกันทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ฉันทามติใหม่ที่เรากำลังจะสร้างด้วยกันคือการยึดถือกระบวนการที่เป็นธรรมในการตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ ของสังคม” นายพิธา กล่าว

นายพิธา กล่าวต่ออีกว่า ท่าน ส.ส. และ ส.ว. สิ่งที่เรากำลังจะทำกันต่อไปนี้ไม่ใช่การลงมติ เลือกนายพิธา ไม่ใช่การลงมติเลือกพรรคก้าวไกล แต่คือการเลือกยืนยันหลักการประชาธิปไตย ในระบบกลไกหลักในการตัดสินใจร่วมของสังคม นี่ไม่ใช่การลงมติเลือกตน ไม่ใช่การเลือกพรรค แต่เป็นการเลือกให้โอกาสกับประเทศไทย คืนความปกติให้กับการเมืองไทย ให้สามารถที่จะบอกว่า ฉันทามติที่ประชาชนได้ตัดสินใจ คือการตัดสินประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่ตนไม่สามารถทำให้สำเร็จด้วยตัวคนเดียว ต้องอาศัยการตัดสินใจของสมาชิกรัฐสภาที่ยึดหลักการ กล้าหาญ และเห็นแก่อนาคตของชาติที่มีประชาชนเป็นหัวใจ ผมขอเชิญชวนทุกท่านอย่าให้ความคลางแคลงใจที่ท่านมีต่อตน ขวางกั้นประเทศไทยไม่ให้เดินต่อตามเสียงและเจตนารมณ์อันแรงกล้าของประชาชน ขอให้การตัดสินใจของท่านนั้น สะท้อนในความหวังของประชาชน และความหวังของตัวท่านเอง อย่าให้มันสะท้อนในความกลัว

จากนั้นประธานรัฐสภา ได้ปิดการอภิปรายและเวลา 15.00 น. เริ่มเข้าสู่การลงคะแนน โดยทำแบบเปิดเผย โดยใช้วิธีเรียกชื่อสมาชิกรัฐสภา ตามลำดับอักษร ก.-ฮ. และออกเสียง ด้วยคำว่า “เห็นชอบ”, “ไม่เห็นชอบ”, “งดอกเสียง” ซึ่งก่อนลงคะแนน ได้ตรวจสอบองค์ประชุมด้วยการเสียบบัตร ปรากฏว่ามีสมาชิกรัฐสภาแสดงตน จำนวน 676 คน ถือว่าครบองค์ประชุม และเริ่มเข้าสู่การลงคะแนนทันที.