ปัจจุบัน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) หรือ เอไอ ได้เข้ามามี บทบาทสําคัญต่อ การเปลี่ยนแปลงโลก!!
เนื่องจากเป็นซอฟต์แวร์ ที่ถูก “เทรน” ให้มีความสามารถ เลียนแบบความสามารถของมนุษย์ที่ซับซ้อนได้ เช่น จดจํา แยกแยะ ให้เหตุผล ตัดสินใจ คาดการณ์ สื่อสารกับมนุษย์ ฯลฯ โดยเฉพาะการมาของ แชทจีพีที (Chat GPT) ที่สร้างความฮือฮา ไปทั่วโลก!!
ซึ่งได้มีการนำเอไอมาประยุกต์ใช้แล้วในองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน แต่การนําเอไอ มาใช้โดยไม่มี การเตรียมความพร้อมและควบคุมที่เหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การดําเนินชีวิต และสังคมส่วนรวมอย่างมาก!?!
จึงเป็นเรื่องจำเป็นต้องสร้างความมั่นใจว่า การนำเอไอ มาใช้นั้น ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ละเมิดสิทธิ ตามกฎหมายของประเทศ และไม่ทําให้ผู้ใดได้รับความเสียหายต่อร่างกายและทรัพย์สิน!?!

อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยได้เตรียมพร้อม มีการจัดทําแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อ การพัฒนาประเทศไทยระยะ 6 ปี (พ.ศ. 2565–2570) แต่จากผลการศึกษาและจัดอันดับความพร้อมด้านเอไอ ของรัฐบาลทั่วโลก (Government AI Readiness Index)โดย Oxford Insights พบว่า ในปี 65 ที่ผ่านมา ประเทศไทยยังอยู่ในลําดับที่ 31 จาก 181ประเทศทั่วโลก แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยยังมีความจําเป็นที่จะต้องเร่งพัฒนา!?!
ทั้งนี้ ทาง สํานักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ เอ็ตด้า ได้ร่วมกับสํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย เนคเทค ทำโครงการสํารวจความพร้อมในการประยุกต์ ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) สําหรับบริการดิจิทัลอย่างมีธรรมาภิบาล
โดยสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง 3,529 ราย พบว่า 15.2% มีการนำเอไอ มาใช้งานแล้วในองค์กรแล้ว 56.65% มีแผนที่จะนำมาใช้ในอนาคต และ 28.15% ที่ยังไม่มีแผนที่จะใช้ เอไอ และคาดการณ์ได้ว่าในอนาคต องค์กร ในประเทศไทยจะมีนำ เอไอ มาประยุกต์ใช้เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วแน่นอน !!

ซึ่งกลุ่มที่มีความพร้อมในการประยุกต์ใช้ เอไอ ทุกด้าน คือ กลุ่มการเงินและการค้า 64.9% กลุ่มการศึกษา 57.7% และกลุ่มการใช้งานและบริการภาครัฐ 57.3% ส่วนองค์กรที่ปัจจุบันยังไม่มีการนำ เอไอ มาประยุกต์ใช้ในองค์กร ให้เหตุผลที่น่าสนใจ 3 อันดับแรก คือ 1. ยังอยู่ในช่วงของการศึกษาข้อมูล 2. คิดว่ายังไม่มีความจำเป็นในการนำมาใช้ และ 3.องค์กรยังขาดความพร้อมและต้องการการสนับสนุนในด้านต่างๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และงบประมาณ ฯลฯ
“ดร.กัลยา อุดมวิทิต” รักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. บอกว่า หากมองความพร้อมด้านยุทธศาสตร์ และความสามารถขององค์กร ยังพบช่องว่าง คือ องค์กรขาดความรู้ ความเข้าใจ และประโยชน์ของการใช้ เทคโนโลยีเอไอ และขาดการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ระหว่างผู้ประกอบการ รวมถึงขาดงบประมาณ และการเข้าถึงแหล่งทุน และผู้บริหารองค์กรยังไม่เห็นความสาคัญ ของการลงทุน จึงควรสร้างความตระหนักรู้ และนำกรณีตัวอย่างบริษัทที่ใช้ แล้ว ประสบความสาเร็จมาเผยแพร่ และ จัดหาแหล่งเงินทุนให้
ส่วนความพร้อมความพร้อมด้านข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐาน ยังพบช่องว่าง ในเรื่อง ขาดมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการทางานของเอไอและไม่สามารถนามาเชื่อมโยงระหว่างกันได้ ขาดการ จัดระเบียบข้อมูล และความร่วมมือในการเชื่อมโยง ข้อมูลของภาครัฐและภาคเอกชน และ ข้อจำกัดด้านภาษาอังกฤษ ในการใช้งานสาหรับคนไทย
สิ่งที่ต้องเร่งทำ คือ จัดทำมาตรฐานข้อมูลของประเทศ ให้มีการแลกเปลี่ยน เชื่อมโยงข้อมูล และให้มีหน่วยงาน ที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลสาหรับใช้งานร่วมกัน ท้ังรัฐและเอกชน (Data Sharing Center) โดยมีการ กำหนดสิทธิของ ผู้เข้าใช้งานในการเข้าถึงข้อมูลระดับ ต่างๆ

ขณะที่ความพร้อมด้านบุคคลกร นั้น พบว่า ไทยยังขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญสาขาเฉพาะด้าน เช่น Machine Learning, Software Development, Data Scientists และผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเอไอมีอัตราการย้ายงาน สูง การแก้ปัญหา คือ ต้องจัดทำหลักสูตรเอไอ ให้มีการเรียนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษา และ ส่งเสริมการพัฒนาทักษะเอไอ ให้มีความเชียวชาญตั้งแต่ระบบเริ่มต้นถึงขั้นสูง
ด้านความพร้อมด้านเทคโนโลยี พบว่า ไทย ยังขาดระบบนิเวศนวัตกรรมสำหรับเทคโนโลยีเอไอ และการวิจัย และพัฒนาด้านเอไอ ทำได้ยากขึ้น เนื่องจากขาดข้อมูลที่จะนำมาพัฒนาระบบ เอไอ และที่สำคัญ งบประมาณ การลงทุนวิจัย มีไม่เพียงพอ การแก้ปัญหา คือ สนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มของสตาร์ทอัพ รองรับการพัฒนาเอไอ และจัดให้ มีหน่วยงาน สนับสนุนเครื่องมือ แพลตฟอร์ม และเครื่องมือกลางของประเทศ
และสุดท้ายเรื่องความพร้อมด้านธรรมาภิบาล นั้น ไทยยังขาดแนวปฎิบัติ กรอบกำกับดูแล ด้านเอไอ และขาดศูนย์กลางของภาครัฐในการให้คาปรึกษาด้านเอไอ และการแบ่งบันข้อมูลให้ สามารถนาไปใช้ประโยชน์ ในการพัฒนาเอไอ
ซึ่งในเรื่องนี้ มีข้อเสนอแนะว่า ให้รัฐส่งเสริมการสร้างความตระหนักและให้ความรู้เกี่ยวกับธรรมาภิบาลเอไอ และเตรียมร่างกฏหมาย และกฎระเบียบการใช้งาน พร้อมศึกษามาตรฐาน และต้ังศูนย์บริการทดสอบ เอไอ และยกระดับศูนย์ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AIGC)

ด้าน “ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด” ที่ปรึกษาอาวุโส เอ็ตด้า บอกว่า เอ็ตด้า กำลังจัดทำมาตราฐานเอไอ เพื่อเป็นไกด์ไลน์การใช้งานให้กับหน่วยงานต่างๆ คาดว่าจะประกาศได้ใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า ส่วนในอนาคตจะต้องมี ก.ม.เอไอ เป็นเรื่องที่ยังต้องศึกษา โดยในปัจจุบันยังไม่มีประเทศใดออก ก.ม.เกี่ยวกับ เอไอ ออกมา มีเพียงสหภาพยุโรป (อียู) ที่กำลังร่างก.ม.คาดว่าจะออกมาอีก 1 ปีข้างหน้า
ตอนนี้ไทยต้องเตรียมพร้อมในเรื่อง ธรรมภิบาลจริยธรรมเอไอก่อน ส่วนการออกกฎหมายยังต้องศึกษา เพราะ ซึ่งเอไอเป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ออกเป็น ก.ม.วันนี้ พรุ่งนี้อาจใช้ไม่ได้แล้วเพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนไป ทำให้ล้าสมัยทันที แต่การออก ก.ม.มาควบคุม ห้ามใช้ สุดท้ายอาจทำให้ไทยตกขบวนไม่ก้าวหน้าในเรื่องนี้!
สิ่งสำคัญก็ คือ การสร้างความตระหนัก ไม่นิ่งเฉยในการสร้างความเข้าใจให้กับคนที่นำมาใช้ และบาลานซ์ให้ได้ระหว่าง การคุ้มครอง และ การสร้างนวัตกรรม!?!
จิราวัฒน์ จารุพันธ์



