เมื่อไม่นานมานี้ ทีมตำรวจจากนิวยอร์กสามารถใช้โปรแกรม ‘เอไอ’ ช่วยระบุตัวและจับกุมคนร้ายซึ่งระบุชื่อในภายหลังว่าคือนายเดวิด ซายาส ได้อย่างเหลือเชื่อ ระหว่างที่เขากำลังเดินทางผ่านเมืองเล็ก ๆ ที่ชื่อว่าสคาร์สเดล
ตำรวจในท้องที่เวสต์เชสเตอร์ เคาน์ตี เรียกรถของเขาให้จอด ก่อนที่จะทำการตรวจค้นและพบโคเคนจำนวนมาก ปืน 1กระบอกและเงินสดมากกว่า 34,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 1.16 ล้านบาท)
ต่อมา ซายาส ได้รับสารภาพว่ามีความผิดจริงในข้อหาเกี่ยวกับลักลอบขนยาเสพติด
การที่ตำรวจสามารถวิเคราะห์ได้ว่า ซายาส มีแนวโน้มว่าจะเป็นคนค้ายานั้น เป็นผลมาจากการใช้บริการของบริษัทที่ชื่อว่า เรคอร์ (Rekor) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการวิเคราะห์รูปแบบของการจราจรในแต่ละท้องที่ และในระหว่างกระบวนการวิเคราะห์นั้นเองที่ระบบชี้ตัว ซายาส ว่าเป็นผู้ต้องสงสัย
ก่อนหน้านี้ ฝ่ายตำรวจใช้ระบบการอ่านเลขทะเบียนเพื่อค้นหาคนขับรถที่อาจจะมีใช้ป้ายทะเบียนที่หมดอายุหรือเป็นผู้ที่เคยละเมิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาก่อนแล้ว ในแต่ตอนนี้ดูเหมือนระบบเอไอจะพัฒนามากขึ้นจนสามารถระบุประเภทของอาชญากรรมที่เป็นไปได้ เพียงอาศัยการวิเคราะห์ลักษณะการขับขี่ของคนร้าย
เรคอร์ อธิบายว่าแพลตฟอร์มของบริษัทเป็น “นักสืบบนถนน” ที่ขับเคลื่อนโดยโปรแกรมเอไอ บริษัทมีสัญญาว่าจ้างกับกรมตำรวจและองค์การราชการหลายแห่งทั่วประเทศ รวมทั้งมีการร่วมงานบริษัทเอกชนด้วย
ตำรวจนิวยอร์กสามารถใช้ซอฟต์แวร์ของ เรคอร์ ในการค้นหาข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่เป็นบันทึกแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ทั่วประเทศได้โดยอัตโนมัติ ระบบนี้ทำงานโดยอาศัยกล้องจำนวน 480 ตัวที่ติดตั้งไว้ทั่วพื้นที่และสแกนภาพป้ายทะเบียนเป็นจำนวนมากถึง 16 ล้านแผ่นต่อสัปดาห์ บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับแผ่นป้าย ตั้งแต่หมายเลข ผู้ผลิตและรุ่น
เมื่ออาศัยข้อมูลที่บันทึกไว้เหล่านี้ ผนวกเข้ากับการตามรอยการปรากฏของแผ่นป้าย ทำให้รู้ว่ามีรถยนต์คันไหนที่ใช้เส้นทางที่น่าสงสัย
ในกรณีของ ซายาส ระบบของ เรคอร์ ช่วยให้ตำรวจสามารถตามรอยเส้นทางของรถของ ซายาส ซึ่งต้องสั่งสมข้อมูลเป็นเวลาหลายปี ระบบพบว่า ซายาส เดินทางไป-กลับระหว่างแมสซาชูเซตต์และบางพื้นที่ในทางตอนเหนือของรัฐนิวยอร์กเป็นประจำ และชี้ว่า เส้นทางของ ซายาส นั้น พ้องกับเส้นทางที่เป็นที่รู้กันดีว่าแก๊งยาเสพติดชอบใช้ อีกทั้งพฤติกรรมการเดินทางอย่างสม่ำเสมอของ ซายาส ก็เข้าข่ายพฤติกรรมการรับ-ส่งยาเสพติด และนำมาซึ่งการจับกุมตัวเขาได้ในที่สุด
ที่มา : gizmodo.com
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



