สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ว่านายเอ็มมานูเอล บอนน์ ที่ปรึกษาด้านนโยบายการทูตของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส กล่าวถึง “ข้อบ่งชี้บางประการ” ว่า “จีนกำลังทำสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ” กล่าวคือ เป็นการจัดส่ง “อุปกรณ์ทางทหารบางอย่าง” เพื่อสนับสนุนการทำสงครามของรัสเซียในยูเครน
แม้ไม่ได้เป็นการส่งมอบจำนวนมาก แต่ยุทโธปกรณ์ซึ่งจีนมอบให้แก่รัสเซีย “เป็นอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ใช้ได้สองทาง” บอนน์กล่าวต่อไปว่า สถานการณ์ในสมรภูมิกำลังเป็นไปด้วยความซับซ้อน จีนจึงควร “อยู่เฉย” ในเรื่องการส่งออกอาวุธ เพื่อไม่ให้สถานการณ์ยุ่งยากมากไปกว่านี้
French President Emmanuel Macron's diplomatic advisor said China was delivering items to Russia that could be used as military equipment that in turn could be used in its war in Ukraine. https://t.co/ooeInvwA16
— The Local France (@TheLocalFrance) July 22, 2023
ขณะที่แหล่งข่าวด้านการทูตของฝรั่งเศสกล่าวว่า รัฐบาลปารีสยังไม่มีความเชื่อมั่น ว่าจีนจะสามารถนำเสนอ “หนทางยั่งยืนและสร้างสรรค์” เพื่อคลี่คลายวิกฤติการณ์ระหว่างรัสเซียกับยูเครน
???????????? French President Emmanuel Macron urged China's #Xi Jinping to reason with Russia and help bring an end to the war in Ukraine.
— FRANCE 24 English (@France24_en) April 6, 2023
"The Russian aggression in Ukraine has dealt a blow to (international) stability," Macron said ⤵️ pic.twitter.com/8iB1clqrdf
ด้านกระทรวงการต่างประเทศจีนยังไม่มีความเห็นอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม มาครงเยือนจีนอย่างเป็นทางการ เมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา เพื่อพบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง โดยผู้นำฝรั่งเศสหยิบยกประเด็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในยูเครนขึ้นมาหารือกับสี ว่า “พฤติการณ์ก้าวร้าวของรัสเซียในยูเครน บ่อนทำลายเสถียรภาพของความมั่นคงระหว่างประเทศ” และฝรั่งเศส “มีความเชื่อมั่น” ต่อการที่จีนมีศักยภาพเพียงพอ “ในการโน้มน้าวด้วยเหตุผล” ให้รัสเซียกลับมาอยู่บนจุดยืนที่มีเหตุผล และกลับมาร่วมโต๊ะเจรจา
ส่วนสีกล่าวว่า คู่กรณีทุกประเทศ “ต้องยึดมั่นตามพันธกรณี” ในการไม่ใช้อาวุธนิวเคลียร์ และการไม่ใช้อาวุธชนิดนี้ “เพื่อเป็นเครื่องมือต่อรองผลประโยชน์” โดยไม่เอ่ยถึงรัสเซีย พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า ประชาคมโลกต้องร่วมกันหลีกเลี่ยงการดำเนินการใดก็ตาม ซึ่งจะยิ่งทำให้วิกฤติการณ์ที่ยืดเยื้อลุกลามบานปลาย.
เครดิตภาพ : AFP



