สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 5 ส.ค. ว่า รายงานโดยศูนย์บริการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ของสถาบันสถาบันโคเปอร์นิคัสแห่งสหภาพยุโรป (อียู) ระบุว่า อุณหภูมิพื้นผิวมหาสมุทรโลก เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ที่ผ่านมา อยู่ที่ 20.96 องศาเซลเซียส เป็นสถิติสูงสุดครั้งใหม่ ทำลายสถิติ 20.95 องศาเซลเซียส วัดได้เมื่อเดือน มี.ค. 2559


ขณะที่สำนักงานสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐ (โนอา) รายงานการวัดอุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นผิวน้ำทะเล ในภูมิภาคแอตแลนติกเหนือ ได้ 24.9 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 26 ก.ค. ที่ผ่านมา เป็นสถิติสูงสุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ และทำลายสถิติเดิม ซึ่งวัดได้ 24.89 องศาเซลเซียส เมื่อเดือน ก.ย. 2565 และสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลในรอบ 30 ปีล่าสุด ซึ่งรวบรวมข้อมูลระหว่างปี 2525-2554


รายงานโดยโนอาระบุด้วยว่า มีแนวโน้มที่อุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นผิวน้ำทะเลในภูมิภาคแอตแลนติกเหนือ จะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องไปจนถึงเดือน ส.ค. จึงมีความเป็นไปได้เช่นกัน ว่าอุณหภูมิอาจสูงจนทำลายสถิติอีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมาก ต่อการดำรงชีวิตของปะการัง สัตว์ทะเล และพืชทะเลนานาชนิด


ด้านสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งชาติของสเปน รายงานการวัดอุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นผิวน้ำทะเล ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน อยู่ที่ 28.71 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 24 ก.ค. ที่ผ่านมา เป็นสถิติสูงสุดครั้งใหม่เช่นกัน


ย้อนกลับไปเมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา สถาบันสถาบันโคเปอร์นิคัสรายงานว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีแนวโน้มสูงเป็นสถิติใหม่ในปีนี้ และปี 2567 เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก ทำสถิติร้อนขึ้นเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่อง 8 ปีล่าสุด และเป็นสถิติสูงสุด เมื่อปี 2559 ซึ่งประจวบเหมาะกับที่ปรากฏการณ์เอลนีโญในปีนั้น มีความรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง.

เครดิตภาพ : AFP