ก่อนเข้าสู่โลกของวัยทำงาน “การฝึกงาน” เป็นหนึ่งด่านสำคัญที่ทำให้นิสิต นักศึกษา ได้เรียนรู้โลกของวัยผู้ใหญ่ก่อนเข้าไปทำงานจริง แต่ปัจจุบันมีองค์กรหลายแห่งที่ใช้ “เด็กฝึกงาน” เป็นชื่อเรียกบดบังสถานะ “แรงงานฟรี” ที่เน้นใช้แรงกายจนไม่ได้เรียนรู้งาน อีกทั้งยังไรซึ่งสวัสดิการ แม้จะลงแรงกายและแรงสมองในการทำงานมากเท่าไร
“ต้นทุน” ของเด็กฝึกงาน
ความคิดที่ว่า “เด็กฝึกงาน ได้ “ประสบการณ์” ก็พอแล้ว” ยังหลงเหลือในสังคมไทย หลายคนหลงลืมว่าเด็กฝึกงานก็มี “ต้นทุน” ในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรเช่นเดียวกับพนักงานประจำ ด้วยสถานะนิสิตนักศึกษาที่ทำให้ยังไม่มีรายได้เป็นหลักแหล่ง อีกทั้งยังมีความจำเป็นที่ต้องจ่ายค่าเดินทาง ค่าอุปกรณ์ในการทำงาน และค่าอาหารที่ใช้เลี้ยงปากท้องในทุกมื้อ
ปอ (นามสมมติ) นักศึกษาที่เคยฝึกงานในบริษัทแฟชั่นแห่งหนึ่ง เผย แม้จะสามารถสร้างรายได้ให้แก่องค์กร แต่กลับไม่ได้รับแค่ตอบแทนแม้แต่น้อย อีกทั้งการฝึกงานในครั้งนี้ยังส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจจากการที่องค์กรไม่ให้เกียรติในงานออกแบบที่เขาเป็นเจ้าของ ซ้ำยังปฏิบัติกับเขาเป็นเพียงแค่คนลงแรงคนหนึ่งเท่านั้น
“ใน 1 คอลเลคชันเสื้อผ้า สัดส่วนที่เขาให้เรา (เด็กฝึกงาน) ทำเกือบเป็น 80% ของทั้งหมด กลายเป็นว่าเขาได้ผลประโยชน์จากเราโดยการนำไปขาย ในขณะที่เราเป็นคนคิดและออกแบบตรงนั้นกลับไม่ได้ค่าตอบแทนเลย”

การฝึกงาน ที่ไม่ได้เรียนรู้
เมื่อพูดถึงการฝึกงาน นิสิต นักศึกษาต่างคาดหวังที่จะได้รับความรู้และทักษะเกี่ยวกับตำแหน่งที่สมัครเข้ามา แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้กลับเป็นทักษะการชงกาแฟให้อร่อย หรือทักษะการใช้ถ่ายเอกสารอย่างไรให้รวดเร็ว
“เราเรียกว่าตัวเองว่าตำแหน่งแบบจับฉ่าย คือทำตามคำสั่ง ไม่ว่าจะมีอะไรเรามีหน้าที่ทำตามคำสั่งพี่ ๆ ทั้งหมดเลย แต่จริงๆ เราอยู่ในทีมออกแบบ”
ปอ (นามสมมติ) เผยว่า การฝึกงานครั้งนี้ไม่ได้ทำให้เขาได้พัฒนาตัวเองตามใจหวัง แม้จะสมัครเข้ามาในฐานะเด็กฝึกงานที่ตั้งใจมาเรียนรู้เรื่องการออกแบบ แต่หลายครั้งปอมักถูกสั่งให้ทำงานอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ
เช่นเดียวกับ ทอฝัน (นามสมมติ) นักศึกษาที่เคยฝึกงานในตำแหน่ง HR ของโรงแรมแห่งหนึ่ง เผยว่า รู้สึกผิดหวังในตัวเองที่ไม่สื่อสารกับองค์กรเรื่องรายละเอียดงานอย่างถี่ถ้วน เธอหวังที่จะเรียนรู้เรื่องงาน HR เช่น การจัดการบุคคล การดูแลและพัฒนาทรัพยากรบุคคลในองค์กร แต่งานหลักที่ได้ทำกลับเป็นงานกราฟิกและทำ Presentation แทน
“เราใช้เวลามากถึง 9 ชั่วโมงต่อวันในการฝึกงาน ในเวลา 9 ชั่วโมงนี้ เราคิดว่าจะได้พัฒนาตัวเอง แต่พอเข้าไปเจอจริง ๆ ทุกสกิลที่เขาให้เราทำ เรารู้สึกว่า ไม่ต้องฝึกงานเราก็ทำได้”
ทอฝัน กล่าวเสริมว่า ขณะที่เธอนั่งทำงานกราฟิกอย่างหนักทุกวัน แต่การได้เห็นเพื่อนคนอื่นกำลังก้าวไปข้างหน้า สิ่งนี้ทำให้เธอรู้สึกแย่และสร้างบาดแผลในจิตใจเธอเป็นอย่างมาก
แม้สิทธิของเด็กฝึกงานจะยังถูกมองข้าม แต่ในประเทศไทยยังมีองค์กรหัวก้าวหน้าที่ให้ความสำคัญกับเด็กฝึกงาน และไม่ใช้การหาประสบการณ์เป็นเครื่องมือในการสร้างผลประโยชน์ผ่านการละเมิดสิทธิอย่างการข่มเหง ละเลย หรือรังแก

ร่วมพูดคุยกับ โบว์ – ธนิชพร วุฒิลักษณ์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาบุคลากรและภาพลักษณ์วัฒนธรรมองค์กร LINE MAN Wongnai ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีโครงการรับเด็กฝึกงานอย่างเป็นระบบ ผ่านการดำเนินและพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 มีนิสิตนักศึกษาสมัครเพื่อเข้าร่วมโครงการกว่า 3,000 คน และตลอดระยะเวลาที่ดำเนินโครงการได้ส่งออกนักศึกษาฝึกงานคุณภาพที่สำเร็จการศึกษากว่า 200 ชีวิต
ธนิชพร เผย การปฎิบัติต่อเด็กฝึกงานมีฐานคิดง่าย ๆ มาจาก “Respect Everyone” อันเป็นการเคารพซึ่งกันและกันไม่เว้นแม้เด็กฝึกงาน
“น้อง ๆ ฝึกงานเป็นช่วงวัยที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ พอโตขึ้นเรื่องที่พวกเขาต้องคิดในชีวิตมันก็เพิ่มมากขึ้น บริษัทมีหน้าที่ซับพอร์ตและเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างและปลอดภัยให้น้องๆ ได้มาเรียนรู้ ลองผิดลองถูกและเติบโตให้ดีที่สุด” ธนิชพร กล่าว
การได้มอบโอกาสให้เด็กฝึกงานได้ลงมือทำจริง ไม่ได้สิ้นสุดเพียงแค่ “ได้ทำ” เท่านั้น แต่ยังนำมาซึ่งเป้าหมายร่วมกันระหว่างเด็กฝึกงานและองค์กรนั่นคือ “ผลกระทบเชิงบวก” ที่เกิดขึ้นจากการทำงานจริง องค์กรจึงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า เด็กฝึกงานมีส่วนในกระบวนการคิดและการลงแรงสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับองค์กร ดังนั้นองค์กรจึงจำเป็นที่ต้องมอบการมอบเครื่องมือผ่านสวัสดิการต่าง ๆ ทั้งอุปกรณ์ หรือเครื่องมือที่จำเป็นในการทำงาน เช่น แล็บท็อป แท็ปเลท โปรแกรมต่างๆ รวมไปถึงปัจจัยพื้นฐานอย่าง ค่าตอบแทน หรือ อาหารว่าง เครื่องดื่ม เพื่อให้เด็กฝึกงานได้เรียนรู้ ต่อยอดความคิด และได้พัฒนาศักยภาพสูงสุดเพื่อทำงานให้มีประสิทธิภาพไม่ต่างจากพนักงานประจำ
องค์กรได้ก้าวไปพร้อมเด็กฝึกงาน
เด็กฝึกงานเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่และอยู่ในช่วงอายุ 20 กว่า ๆ ทำให้มีไอเดียที่อัปเดตและให้มุมมองใหม่ ๆ ที่องค์กรมองไม่เห็น ซึ่งไอเดียเหล่านี้สามารถนำไปต่อยอดในการพัฒนา ผลิตภัณฑ์และสร้างสิ่งใหม่ ๆ ในองค์กรได้
นอกจากนี้ ธนิชพร ยังเผยว่า ไม่ใช่เพียงเด็กฝึกงานที่ได้เรียนรู้ แต่พนักงานประจำก็ได้พัฒนาทักษะการสื่อสารและความเป็นผู้นำ ผ่านการถ่ายทอดความรู้และจัดสรรงานต่าง ๆ ให้แก่เด็กฝึกงาน เพื่อให้งานออกมาอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว
สิ่งที่องค์กรทำได้ ในวันที่ยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองเด็กฝึกงาน
แม้ในตอนนี้จะยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองเด็กฝึกงานอย่างเป็นรูปธรรม แต่องค์กรควรเตรียมพร้อมที่จะปรับตัวให้ทันโลก ผ่านการมอบสวัสดิการพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการทำงานแก่เด็กฝึกงาน และปฏิบัติกับเด็กฝึกงานด้วยความเคารพซึ่งกันและกันในฐานะมนุษย์ เพราะ เด็กฝึกงาน คือหนึ่งในเพื่อนร่วมงานของเรา



